← Back to list

ภาวะผู้นำ งานภายใน และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ: มุมมองของ Otto Scharmer

คลิปสัมภาษณ์ Otto Scharmer เรื่อง Leading from the Emerging Future จาก Global Academy Media แม้จะถูกบันทึกไว้หลายปีก่อน…

เศรษฐพล ปริญญาพล พลเศษ · 2025-12-15 08:45 · 1 claps · 7.1 min read
#theory-u #profound-change #systems-transformation #emerging-future #leadership
Open on Medium ↗
Wiki topics: BIZ · Business Strategy

ภาวะผู้นำ งานภายใน และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ: มุมมองของ Otto Scharmer

คลิปสัมภาษณ์ Otto Scharmer เรื่อง Leading from the Emerging Future จาก Global Academy Media แม้จะถูกบันทึกไว้หลายปีก่อน แต่เนื้อหากลับยิ่งสะท้อนความท้าทายของโลกในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนราวกับถูกสร้างขึ้นเพื่อยุคนี้โดยเฉพาะ

ในบทสนทนานี้ Otto Scharmer ชวนเราออกจากกรอบการมองการเปลี่ยนแปลงแบบเดิมๆ ที่มักเริ่มจากการวางแผนและการลงมือทำ ไปสู่คำถามที่ลึกกว่านั้น คือ เรากำลังรับรู้โลกจากที่ไหน เรากำลังนำการเปลี่ยนแปลงจากระดับความตระหนักรู้แบบไหน และคุณภาพของความตระหนักรู้นั้นกำลังสร้างอนาคตแบบใด?

แก่นของ Theory U ที่ Otto Scharmer พัฒนาขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านนวัตกรรมหรือภาวะผู้นำ หากแต่เป็นกรอบการทำความเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบใดๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้คนในระบบนั้นยังคงตอบสนองต่อโลกจากนิสัยเดิม กรอบคิดเดิม และตัวตนเดิม เขาจึงชี้ให้เห็นความสำคัญของ ‘ก้นหลุมของตัว U’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราหยุดการตอบสนองแบบอัตโนมัติ เปิดพื้นที่ให้การฟังอย่างลึกซึ้ง และเชื่อมต่อกับอนาคตที่กำลังก่อตัวขึ้น

Otto อธิบายว่า งานหลักของผู้นำในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การตัดสินใจหรือการควบคุม แต่คือ การเปลี่ยนคุณภาพของความตระหนักรู้ (Transforming Awareness) จากการมองโลกแบบ Ego-System ที่ต่างคนต่างปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ไปสู่ Eco-System ที่รับรู้ความเชื่อมโยงของทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้คน ห่วงโซ่อุปทาน ชุมชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม

ในบทสัมภาษณ์เต็ม เราจะได้เดินทางไปกับ Otto Scharmer ผ่านหลายมิติสำคัญของการเปลี่ยนแปลงร่วมสมัย ตั้งแต่

⬩ ที่มาของ Theory U และการค้นพบรูปแบบการเรียนรู้ที่ลึกกว่าการสะท้อนจากอดีต

⬩ทำไมก้นหลุมของตัว U คือเงื่อนไขของนวัตกรรมที่แท้จริง

⬩ความหมายของ Presencing และการนำจากอนาคตที่กำลังก่อตัว

⬩ภาวะผู้นำแบบเครือข่าย เมื่อคุมใครไม่ได้ สิ่งที่เหลือคือคุณภาพความสัมพันธ์และคุณภาพการฟัง

⬩Practice + Small Circle และ Deep Listening ที่ช่วยสร้างพื้นที่ให้ตัวตนใหม่และความเป็นไปได้ใหม่ค่อยๆ เกิดขึ้น

⬩ การปฏิบัติภาวนาของเขา การฟัง ความนิ่ง และธรรมชาติ

⬩ เส้นทางจิตวิญญาณแบบใหม่ ที่ไม่แยกงานภายในออกจากงานภายนอก

⬩แก่นของงานผู้นำยุคนี้คือการเปลี่ยน Field of Attention ของทั้งองค์กร และขยับจาก Ego-System Awareness สู่ Eco-System Awareness

หากคุณกำลังตั้งคำถามว่า จะเป็นผู้นำและผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ในโลกที่ซับซ้อน เชื่อมโยง และเปราะบางขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่หลุดจากความเป็นมนุษย์ของตนเอง…

บทสนทนานี้คือพื้นที่ชวนหยุด ฟัง และมองอนาคตจากระดับที่ลึกกว่า

อ่านบทสัมภาษณ์เต็มระหว่าง Walter Link กับ Otto Scharmer ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

Otto Scharmer

Otto Scharmer

ยินดีต้อนรับสู่ Global Academy Media ผมชื่อ Walter Link ตลอดเส้นทางการทำงานของผม คำถามหนึ่งที่ผมใคร่ครวญมาโดยตลอดคือ เราจะสามารถขยับจากสภาวะของปัญหาและความท้าทายอันซับซ้อนที่เราเผชิญอยู่ ไปสู่การบรรลุศักยภาพอย่างเต็มที่ได้อย่างไร ไม่ว่าจะในฐานะปัจเจกบุคคล องค์กร หรือในระดับของสังคมโดยรวม คำถามนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงทฤษฎี หากแต่เป็นโจทย์เชิงปฏิบัติที่กำหนดทิศทางของการพัฒนา การเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ Global Academy Media จึงมุ่งสร้างพื้นที่สำหรับการสนทนาเชิงลึกกับผู้นำและผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายบริบททั่วโลก เพื่อสำรวจว่าพวกเขาสามารถแปรเปลี่ยนแรงบันดาลใจ แนวคิด หรือวิสัยทัศน์ ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในระดับบุคคล องค์กร และระบบได้อย่างไร เราเชื่อว่า ทุกคนล้วนมีบทบาทและอิทธิพลต่อโลกที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง และในขณะเดียวกัน เราทุกคนก็สามารถพัฒนาความสามารถในการสร้างผลกระทบเชิงบวกนั้นให้ลึกและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นได้

ในตอนนี้ ผมขอเชิญคุณร่วมฟังบทสนทนากับศาสตราจารย์ Otto Scharmer แห่ง Massachusetts Institute of Technology (MIT) หนึ่งในนักคิดและนักปฏิบัติที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการ U-Process หรือที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในชื่อ Theory U ซึ่งมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาแนวคิดด้านภาวะผู้นำ นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ Theory U นำเสนอกรอบการทำงานที่บูรณาการมิติภายในของความเป็นมนุษย์ ทั้งในระดับปัจเจกและระดับส่วนรวม เข้าไว้กับการลงมือทำในโลกจริง

Otto Scharmer เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Presencing Institute และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้เขียนหนังสือสำคัญหลายเล่ม อาทิ Theory U, Presence (เขียนร่วมกับ Peter Senge, Joseph Jaworski และ Betty Sue Flowers) และผลงานล่าสุด Leading from the Emerging Future ซึ่งเขียนร่วมกับ Katrin Kaufer ภรรยาของเขา บทสนทนาในครั้งนี้จะพาเราไปสำรวจว่า เราจะสามารถใช้ U-Process เป็นกรอบในการนำจากอนาคตที่กำลังก่อตัวได้อย่างไร และกระบวนการเช่นนี้มีความหมายต่อภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบันอย่างไรบ้าง

การค้นพบกระบวนการ U-Process

เมื่อ Walter Link ตั้งคำถามถึงที่มาของกระบวนการ U-Process เขาอธิบายว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากโครงการสัมภาษณ์เชิงลึกที่เขาทำร่วมกับ Joseph Jaworski จากบริษัท Generon ผู้เขียนหนังสือ Synchronicity ในช่วงเวลานั้น ทั้งสองกำลังทำงานให้กับองค์กรขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งต้องการออกแบบระบบภาวะผู้นำและนวัตกรรมขึ้นใหม่ทั้งระบบ คำถามพื้นฐานที่พวกเขาเผชิญคือ จะเริ่มต้นการออกแบบการเปลี่ยนแปลงในระดับลึกเช่นนี้ได้อย่างไร คำตอบที่ทั้งสองเลือกคือ การหันไปเรียนรู้จากผู้ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมได้จริงแล้วในหลากหลายบริบท ไม่ว่าจะเป็นในภาคธุรกิจ วิทยาศาสตร์ หรือสังคม

ด้วยเหตุนี้ Otto และ Joseph จึงออกไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ นักนวัตกรรม และบุคคลที่เคยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในสาขาของตนเอง ระหว่างกระบวนการสัมภาษณ์ ทั้งสองเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบบางอย่างที่ลึกกว่าวิธีการเรียนรู้แบบดั้งเดิม ซึ่งโดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตผ่านการสะท้อนคิด (Reflection) สิ่งที่ผู้ให้สัมภาษณ์จำนวนมากถ่ายทอดออกมา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการย้อนกลับไปวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หากแต่สะท้อนถึงกระบวนการเรียนรู้อีกลักษณะหนึ่ง ที่เชื่อมโยงกับมิติภายในของการรับรู้และการตระหนักรู้ของมนุษย์

ภาษาที่ช่วยทำให้กระบวนการเรียนรู้เชิงลึกนี้ปรากฏชัดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มาจาก Brian Arthur หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งสามารถอธิบายแก่นของกระบวนการดังกล่าวได้อย่างเรียบง่ายและชัดเจน Brian Arthur ชี้ให้เห็นว่า ในกระบวนการนวัตกรรมเชิงลึก การรับรู้หรือการรู้ (Cognition) สามารถแบ่งออกได้เป็นสองลักษณะหลัก ลักษณะแรกคือการใช้กรอบความคิด แบบแผน หรือโมเดลที่มีอยู่แล้ว นำไปประยุกต์กับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่คุ้นเคยและแพร่หลายในระบบการศึกษาและองค์กรทั่วไป ขณะที่ลักษณะที่สองเป็นกระบวนการรู้ที่ลึกกว่า ซึ่งเขาเรียกว่า Knowing เป็นการรับรู้ที่ไม่ได้เริ่มจากกรอบคิดเดิม แต่เปิดรับสิ่งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า

เมื่อ Otto และ Joseph ถามต่อว่า กระบวนการ Knowing ทำงานอย่างไร Brian Arthur ได้อธิบายผ่านสามขั้นตอนสำคัญ ขั้นแรกคือ Observe, Observe, Observe ซึ่งหมายถึงการหยุดรูปแบบความคิดและการตีความแบบอัตโนมัติ แล้วเข้าไปอยู่กับสถานการณ์อย่างเต็มที่ เป็นการเชื่อมต่อกับความเป็นจริงไม่เพียงในระดับความคิด แต่ครอบคลุมทุกมิติของการรับรู้ ขั้นที่สองคือ Retreat and Reflect หรือการถอยออกมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้ความรู้จากภายในค่อยๆ ปรากฏขึ้น เป็นการเชื่อมต่อกับแหล่งรู้ที่ลึกกว่าภายในตนเอง ไม่ใช่เพียงการคิดวิเคราะห์ แต่เป็นการฟังสิ่งที่กำลังก่อตัวจากภายใน และขั้นที่สามคือ Act in an Instant ซึ่งหมายถึงการลงมือทำทันทีเมื่อแนวคิดหรือแรงบันดาลใจเริ่มชัดเจนขึ้น การเรียนรู้ในขั้นนี้ไม่ได้เกิดจากการคิดเชิงนามธรรม แต่เกิดจากการทดลองหรือการสร้างต้นแบบ (Prototyping) ลงมือทำในขนาดเล็กอย่างรวดเร็ว เปิดรับข้อมูลสะท้อนกลับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปรับ เปลี่ยน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Otto อธิบายว่า แก่นของกระบวนการนี้อยู่ที่การนำสิ่งใหม่เข้าสู่ความเป็นจริง ขณะที่มันยังอยู่ในระยะของการก่อตัว เป็นการปล่อยให้แนวคิดใหม่ๆ ปรากฏขึ้นจากแหล่งรู้ที่ลึกกว่า แล้วค่อยๆ ทำให้มันมีรูปธรรมผ่านการปฏิสัมพันธ์กับโลกจริง ในช่วงเวลานั้น เขาจึงเริ่มวาดภาพเพื่ออธิบายโครงสร้างของกระบวนการดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นภาพรูปตัว U อันเป็นที่มาของชื่อ U-Process

สิ่งที่ทำให้ U-Process ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เพราะมันเป็นเพียงกรอบทฤษฎีใหม่ หากแต่เพราะมันสามารถอธิบายประสบการณ์เชิงลึกที่ผู้คนจำนวนมากเคยเผชิญมาแล้วในชีวิตจริง แต่ไม่เคยมีภาษาหรือกรอบแนวคิดที่ชัดเจนสำหรับการอธิบายประสบการณ์เหล่านั้น ในระยะแรก Otto และเพื่อนร่วมงานเคยตั้งสมมติฐานว่า ประสบการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นเฉพาะกับบุคคลกลุ่มพิเศษ เช่น ผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรและสังคมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขานำโมเดล U-Process ไปใช้กับผู้คนจากหลากหลายบริบท และเชิญชวนให้แต่ละคนทบทวนประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงเชิงลึกของตนเอง ก็พบว่า ผู้คนจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า ตนเองเคยมีช่วงเวลาสำคัญในชีวิตที่คล้ายกับการเดินลงสู่ก้นของตัว U และค่อยๆ เคลื่อนกลับขึ้นมาอีกด้านหนึ่งเช่นกัน

สิ่งที่แตกต่างคือ ในบริบทของชีวิตองค์กรทั่วไป กระบวนการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้มักไม่ถูกยอมรับ หรือไม่ถูกออกแบบให้มีพื้นที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และนี่เองคือจุดที่ Otto อธิบายว่า เขาได้สะดุดค้นพบกระบวนการ U-Process ในฐานะกรอบที่ช่วยทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกซึ่งมีอยู่แล้วในประสบการณ์ของมนุษย์ สามารถถูกมองเห็น เข้าใจ และนำมาใช้ได้อย่างเป็นระบบ

ทำไมก้นหลุมของตัว U จึงมีความสำคัญ

Walter Link ตั้งข้อสังเกตว่า นวัตกรรมสำคัญของงาน Otto อาจไม่ใช่การนำเสนอวิธีการใหม่โดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการทำให้กระบวนการบางอย่างที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในประสบการณ์ของมนุษย์ ถูกมองเห็นและเข้าใจอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ในการทำงานและการตัดสินใจทั่วไป ผู้คนมักดำเนินไปตามกรอบเชิงเส้นที่คุ้นเคย เช่น สังเกต–วางแผน–ลงมือทำ (Observe → Plan → Act) หรือ ดู–คิด–ทำ กรอบคิดเช่นนี้ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวจากการรับรู้ไปสู่การกระทำอย่างรวดเร็ว แต่กลับละเลยช่วงเวลาตรงกลางที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงลึก

กระบวนการ U-Process ชี้ให้เห็นมิติที่มักถูกมองข้าม นั่นคือก้นหลุมของตัว U ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนถอยออกจากการตอบสนองแบบอัตโนมัติ และลงไปสู่พื้นที่ของการรู้ที่ลึกกว่า เป็นช่วงของการฟังความเป็นจริงที่กำลังก่อตัว การเปิดรับแรงสร้างสรรค์ใหม่ และการยอมให้ความหมายหรือทิศทางใหม่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น การให้คุณค่าและการเปิดพื้นที่ให้กับช่วงเวลานี้ รวมถึงการอนุญาตให้ทั้งตนเองและผู้อื่นได้อยู่กับความไม่แน่ชัดดังกล่าวอย่างแท้จริง คือหัวใจของนวัตกรรมที่ U-Process นำเสนอ ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ากระบวนการนี้คืออะไร หากแต่เป็นว่า กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในตัวผู้คน และองค์กรจะสามารถออกแบบเงื่อนไขเพื่อรองรับการเรียนรู้และการตัดสินใจในระดับลึกนี้ได้อย่างไร

Otto เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อสังเกตดังกล่าว และชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการทำงานที่พบได้ทั่วไปในองค์กรคือการข้ามตรงกลาง กล่าวคือ จากการสังเกตสถานการณ์ ไปสู่การลงมือทำทันทีโดยแทบไม่มีช่วงเวลาสำหรับการหยุด ฟัง หรือทบทวน เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า Reacting หรือการตอบสนองแบบอัตโนมัติ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์หนึ่ง เรามักตอบโต้โดยอิงจากนิสัยเดิม รูปแบบการกระทำเดิม หรือกรอบคิดที่คุ้นเคย หากการตอบสนองเช่นนี้ยังให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ก็อาจไม่เป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ การตอบสนองแบบเดิมกลับมักไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เราต้องการได้อีกต่อไป

การตระหนักถึงความไม่สอดคล้องระหว่างการกระทำกับผลลัพธ์นี้เอง คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า บางทีการเรียนรู้และการตัดสินใจอาจต้องอาศัยกระบวนการที่แตกต่างออกไป สำหรับ Otto ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นได้คือ Awareness หรือความตระหนักรู้ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการถอยออกจากการตอบสนองแบบอัตโนมัติ มองเห็นภาพรวมที่กว้างขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามกับวิธีคิดและวิธีทำที่เคยถือว่าเป็นเรื่องปกติ จากประสบการณ์ของเขา การพัฒนาความตระหนักรู้เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องรอง หากแต่เป็นภารกิจหลักของผู้จัดการและผู้นำในยุคปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ Otto จึงเสนอว่า งานของผู้นำในศตวรรษที่ 21 คือการเปลี่ยนสนามความสนใจ หรือ Field of Attention ของผู้คนในองค์กร กล่าวคือ การจัดวางกรอบการรับรู้ร่วมกันใหม่ เพื่อให้ผู้คนมองเห็นสถานการณ์ ความท้าทาย และอนาคตที่กำลังก่อตัวในลักษณะที่แตกต่างจากเดิม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสถานการณ์การพลิกฟื้นองค์กร (Turnaround) เมื่อมี CEO คนใหม่เข้ามา ผู้นำมักกล่าวถึงวิกฤต โอกาส สิ่งที่ต้องละทิ้ง และทิศทางใหม่ที่องค์กรต้องมุ่งไป หากมองในระดับผิวเผิน นี่อาจดูเป็นเพียงการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ แต่ในระดับลึก สิ่งที่ผู้นำกำลังทำคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับรู้ร่วมกันของทั้งองค์กร เป็นการจัดสนามความสนใจใหม่ เพื่อให้ผู้คนหันมามองความเป็นจริงและอนาคตในกรอบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การหลุดออกจากกรอบเดิมเช่นนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคำพูดเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยทั้งวิธีการ เครื่องมือ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการหยุด ฟัง และเรียนรู้ในระดับลึก ซึ่งก้นหลุมของตัว U ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำคัญในการรองรับกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

3 เครื่องมือช่วยเปลี่ยนระดับการมองโลก

จากประสบการณ์การทำงานของ Otto เขาพบว่า การเปลี่ยนระดับการรับรู้หรือการมองโลกของผู้คน ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเข้าใจเชิงแนวคิดเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยกลไกเชิงปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้คนสามารถหยุดจากรูปแบบเดิม และเปิดพื้นที่ให้การรับรู้รูปแบบใหม่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกลไกอย่างน้อยสามประการที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

ประการแรก คือการสร้างพื้นที่สำหรับการสะท้อนและการเรียนรู้ (Reflection and Learning Infrastructure) ภายในองค์กร พื้นที่ลักษณะนี้ทำหน้าที่เป็นจังหวะหยุดจากการเร่งลงมือทำ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนถอยออกมามองภาพรวมของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือการเรียนรู้ขององค์กร เวิร์กช็อป การสนทนาเชิงสะท้อน หรือรูปแบบใดก็ตาม หัวใจสำคัญไม่ใช่ตัวเครื่องมือ หากแต่คือการหยุดวงจรเดิมชั่วคราว เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นรูปแบบ ความเชื่อมโยง และผลกระทบที่อาจไม่ปรากฏชัดในจังหวะการทำงานปกติ พื้นที่เช่นนี้ช่วยเปลี่ยนสนามความสนใจจากการมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การรับรู้เชิงระบบที่กว้างและลึกขึ้น

ประการที่สอง คือการทำ Learning Journeys หรือ Sensing Journeys ซึ่งหมายถึงการออกจากฟองสบู่ขององค์กรหรือบทบาทหน้าที่ของตนเอง ไปสัมผัสโลกของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เช่น การใช้ชีวิตหนึ่งวันในมุมมองของลูกค้า การลงไปอยู่กับผู้ปฏิบัติงานปลายสายการผลิต หรือการฟังเสียงของชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง การเดินทางเช่นนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมรับรู้ผ่านประสบการณ์ตรง การได้อยู่ในโลกของผู้อื่นอย่างแท้จริง จะค่อยๆ เปลี่ยนมุมมอง ความเข้าใจ และกรอบการตีความของเราในระดับที่การประชุมหรือรายงานไม่สามารถทดแทนได้

ตัวอย่างที่สะท้อนพลังของกระบวนการนี้ได้อย่างชัดเจน คือกรณีของ Barbara Stocking อดีต CEO ของ Oxfam UK ซึ่งเล่าว่า แนวคิดของโครงการสำคัญโครงการหนึ่งขององค์กร เกิดขึ้นภายหลังจากที่ทีมผู้บริหารเผชิญความขัดแย้งอย่างรุนแรง และไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ในที่สุด พวกเขาตัดสินใจออกไปฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลก เพื่อทำความเข้าใจว่า ผู้คนภายนอกมองเห็นอะไร และอะไรคือสิ่งที่จำเป็นจริงๆ สำหรับระบบในภาพรวม เมื่อประสบการณ์จากโลกภายนอกถูกนำกลับมาสะท้อนร่วมกันในทีม แนวคิดใหม่จึงค่อยๆ ปรากฏขึ้น ไม่ใช่ในฐานะการเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่เป็นทางเลือกชุดใหม่ที่หลอมรวมมุมมองที่แตกต่างเข้าด้วยกันในระดับที่สูงกว่า

ประการที่สาม คือการมี การปฏิบัติภาวนา หรือการฝึกฝนส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ งานวิจัยที่ Otto ทำร่วมกับ Joseph Jaworski พบว่า บุคคลจำนวนมากที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมได้อย่างลึกซึ้ง ล้วนมีการปฏิบัติส่วนตัวเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การอยู่กับธรรมชาติ การทำสมาธิ หรือการให้เวลาอยู่กับความเงียบเพื่อทบทวนว่าอะไรคือสิ่งสำคัญจริงๆ ในชีวิตและการทำงาน แม้รูปแบบของการปฏิบัติเหล่านี้จะแตกต่างกันไป แต่แก่นร่วมคือการสร้างพื้นที่ภายในที่ช่วยให้บุคคลเชื่อมต่อกับสิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับตนเอง

การปฏิบัติส่วนตัวเช่นนี้มักเชื่อมโยงต่อไปสู่การมีวงเพื่อนเล็กๆ หรือกลุ่มรองรับการเติบโต ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสะท้อน การฟังอย่างลึกซึ้ง และการประคองการเปลี่ยนแปลงในระดับตัวตน เมื่อกลไกทั้งสามประการนี้ทำงานร่วมกัน พวกมันไม่ได้เพียงช่วยเพิ่มความเข้าใจหรือทักษะใหม่ๆ แต่ทำหน้าที่เปลี่ยนคุณภาพของการรับรู้ของผู้คน และเปิดทางให้การตัดสินใจและการกระทำรูปแบบใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระดับของทั้งบุคคลและระบบ

ในโลกที่คุมใครไม่ได้ เครื่องมือของผู้นำคืออะไร

ในบริบทการทำงานร่วมสมัย ภาวะผู้นำจำนวนมากไม่ได้ดำเนินอยู่ภายใต้โครงสร้างลำดับชั้นแบบเดิมอีกต่อไป หากแต่ปรากฏในรูปของภาวะผู้นำแบบเครือข่าย (Network Leadership) กล่าวคือ ความสำเร็จของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมสั่งการโดยตรง หากแต่พึ่งพาผู้คนจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ใต้สายการบังคับบัญชาเดียวกัน ผู้นำในสถานการณ์เช่นนี้อาจต้องการให้ผู้อื่นเปลี่ยนพฤติกรรม วิธีคิด หรือวิธีทำงาน แต่กลับไม่สามารถใช้อำนาจตามตำแหน่ง หรือแรงจูงใจทางการเงินเป็นเครื่องมือบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเครื่องมือแบบดั้งเดิมใช้ไม่ได้ สิ่งที่เหลืออยู่จริงๆ และกลายเป็นปัจจัยชี้ขาด คือ คุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้คนรอบข้าง ในโลกที่การควบคุมจากภายนอกมีขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถในการสร้างความร่วมมือจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างอำนาจ หากแต่อยู่ที่ระดับของความไว้วางใจ ความเชื่อมโยง และความหมายร่วมที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์นั้น

คำถามสำคัญถัดมาคือ เราจะพัฒนาคุณภาพของความสัมพันธ์ได้อย่างไร คำตอบของ Otto ไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการโน้มน้าวหรือทักษะการสื่อสารเชิงผิวเผิน หากแต่อยู่ที่คุณภาพของการฟังและคุณภาพของการปรากฏตัว (Presence) ของผู้นำ เมื่อเราอยู่กับผู้อื่น เรานำเสนอตัวตนแบบใดเข้าไปในความสัมพันธ์ เป็นตัวตนที่ปฏิบัติตามบทบาทและตำแหน่งหน้าที่ หรือเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราเอง ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรม เพราะผู้คนสามารถรับรู้ความแตกต่างดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้ง ดังที่เราทุกคนต่างสัมผัสได้จากประสบการณ์ในครอบครัวและความสัมพันธ์ใกล้ชิด ยิ่งผู้นำสามารถนำตัวจริงของตนเองเข้าไปในความสัมพันธ์ได้มากเท่าไร พลังของการเชื่อมต่อ ความไว้วางใจ และความร่วมมือก็ยิ่งลึกและยั่งยืนมากขึ้นเท่านั้น

หากมองย้อนกลับไปในแวดวงภาวะผู้นำตลอดช่วงประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าสิ่งที่ถือว่าใหม่อย่างแท้จริงมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม มีอย่างน้อยสองแนวคิดที่โดดเด่นและส่งผลต่อการเปลี่ยนวิธีมองบทบาทของผู้นำอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ แนวคิดเรื่อง ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) และแนวคิดเรื่อง สติและภาวะผู้นำที่แท้จริง (Mindfulness และ Authentic Leadership) ทั้งสองแนวคิดนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ การเป็นผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำหน้าที่ตามตำแหน่งหรือโครงสร้างองค์กร หากแต่เกี่ยวข้องกับการนำจากความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้นำเอง

ในโลกธุรกิจแบบเดิม ผู้นำอาจสามารถดำเนินงานต่อไปได้โดยใช้ตัวตนที่ปรุงแต่งขึ้นหรือบทบาทที่แยกขาดจากความรู้สึกและคุณค่าภายในของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในโลกใหม่ที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้ง และเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ แนวทางเช่นนี้กลับยิ่งสร้างข้อจำกัด ผู้นำในบริบทปัจจุบันจำเป็นต้องนำตัวเองเข้าไปทั้งคน ทั้งในมิติของความคิด ความรู้สึก และเจตจำนง และการทำเช่นนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากปราศจาก โครงสร้างรองรับ ที่ช่วยประคองการทำงานภายในของผู้นำควบคู่ไปกับภารกิจภายนอก

Practice + Small Circle: โครงสร้างรองรับภายในที่ผู้นำต้องมี

จากประสบการณ์การทำงานของ Otto เขาพบว่า การประคองผู้นำและผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สามารถยืนอยู่กับความซับซ้อน ความไม่แน่นอน และแรงกดดันในโลกปัจจุบันได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่อาจพึ่งพาความสามารถส่วนบุคคลหรือบทบาทตามตำแหน่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยโครงสร้างรองรับภายในที่ช่วยหล่อเลี้ยงทั้งการตระหนักรู้และความเป็นมนุษย์ของผู้นำอย่างต่อเนื่อง โดยมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อยสองประการ

ประการแรก คือการมี การปฏิบัติส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ (Personal Practice) การปฏิบัติลักษณะนี้ทำหน้าที่เป็นสมอภายใน ที่ช่วยให้ผู้นำยังคงเชื่อมต่อกับตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ท่ามกลางแรงดึงดูดของระบบ ความเร่งรีบของงาน และแรงกดดันจากความคาดหวังภายนอก หากปราศจากการปฏิบัติส่วนตัว เสียงของระบบมักจะดังกลบเสียงของหัวใจ จนผู้นำค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการฟังสิ่งที่ตนเองใส่ใจอย่างแท้จริง การปฏิบัติส่วนตัวจึงไม่ใช่กิจกรรมเสริม หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้นำสามารถอยู่กับตนเองได้อย่างมั่นคง และนำจากภายในออกสู่ภายนอกอย่างสอดคล้องกัน

ประการที่สอง คือการมีวงเพื่อนลึกๆ หรือ Small Circle of Support ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ประมาณ 3–5 คน ที่พบกันเป็นระยะ อาจปีละสองถึงสามครั้ง ครั้งละหนึ่งวันหรือหนึ่งสุดสัปดาห์ วงลักษณะนี้แตกต่างจากเครือข่ายวิชาชีพหรือกลุ่มสังสรรค์ทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะจุดประสงค์หลักไม่ใช่การแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร หรือความสำเร็จ หากแต่เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการฟังเส้นทางชีวิตของกันและกันอย่างลึกซึ้ง วงเช่นนี้เปิดโอกาสให้สมาชิกได้สำรวจโจทย์ภาวะผู้นำ จุดเปลี่ยน และความท้าทายที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่จริง โดยไม่ต้องสวมบทบาทหรือรักษาภาพลักษณ์

ภายในพื้นที่เช่นนี้ คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมามักเป็นคำถามเชิงพัฒนาตนเองในระดับลึก เช่น ในช่วงการเติบโตของฉันตอนนี้ ฉันจำเป็นต้องปล่อยวางตัวตนหรือรูปแบบการทำงานแบบใด หรือฉันกำลังถูกเชื้อเชิญให้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ของความรับผิดชอบและการเรียนรู้แบบใด Otto เรียกจุดเปลี่ยนลักษณะนี้ว่า Leadership Edge หรือขอบเขตของการเติบโต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้นำกำลังยืนอยู่ระหว่างตัวตนเดิมกับความเป็นไปได้ใหม่

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตการทำงานของผู้คนจำนวนมาก พื้นที่รองรับการสำรวจเช่นนี้แทบไม่มีอยู่จริง ระบบองค์กรส่วนใหญ่มักให้คุณค่ากับผลลัพธ์ ประสิทธิภาพ และความชัดเจน มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้กับความไม่แน่ชัดและการเรียนรู้ภายใน สิ่งที่ขาดหายไปจึงไม่ใช่ความสามารถหรือความตั้งใจของผู้นำ หากแต่เป็นวงเล็กๆ ที่สามารถฟังกันอย่างลึกซึ้ง โดยไม่เร่งแก้ ไม่ตัดสิน และไม่ดึงกลับเข้าสู่กรอบเดิม Otto เรียกคุณภาพของการฟังในพื้นที่เช่นนี้ว่า Deep Listening ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำสามารถยืนอยู่กับขอบของการเติบโต และค่อยๆ เคลื่อนผ่านการเปลี่ยนแปลงในระดับตัวตนได้อย่างมั่นคง

Deep Listening: ฟังกันจนตัวตนใหม่ของอีกฝ่ายค่อยๆ เกิด

การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ไม่ได้หมายถึงเพียงการเงียบและไม่ขัดจังหวะ หากแต่เป็นคุณภาพของการรับรู้ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เป็นการฟังที่วางการตัดสินไว้ชั่วคราว ฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจอย่างเต็มเปี่ยม และที่สำคัญคือการรับฟังผู้อื่นโดยไม่จำกัดเขาไว้กับเรื่องราวในอดีต ความล้มเหลว หรือข้อบกพร่องที่เคยเกิดขึ้น หากแต่ฟังจากมุมมองของ ศักยภาพในอนาคต ที่กำลังก่อตัวอยู่ภายในตัวเขา

การฟังในลักษณะนี้ไม่ใช่การปฏิเสธความเป็นจริงของปัจจุบัน ตรงกันข้าม ผู้ฟังสามารถมองเห็นทั้งสองด้านพร้อมกันได้ คือเห็นอย่างชัดเจนว่าตรงไหนตัวตนเก่ากำลังเสื่อมสลาย หรือรูปแบบเดิมๆ กำลังไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน ก็เลือกวางพลังความสนใจไว้กับด้านที่กำลังจะเกิดขึ้นของอีกฝ่าย ด้านซึ่งอาจยังเป็นเพียงความเป็นไปได้เล็กๆ ที่เจ้าตัวเชื่อมต่อได้แค่บางช่วงเวลา และยังไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างมั่นคงในชีวิตประจำวัน

บทบาทสำคัญของวงเพื่อนเล็กๆ หรือ Small Circle คือการช่วยกันถือพื้นที่ (Holding the Space) ให้กระบวนการเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้มีหน้าที่แก้ปัญหา แนะนำทางออก หรือผลักดันให้ใครต้องเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากแต่ทำหน้าที่รองรับช่วงเปลี่ยนผ่านอันเปราะบาง ระหว่างตัวตนเดิมกับตัวตนใหม่ที่กำลังก่อตัว กระบวนการนี้จึงสามารถเปรียบได้กับการให้กำเนิด (birth process) ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา ความใส่ใจ และความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

เมื่อใครสักคนได้รับการฟังในลักษณะนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเพียงค่ำคืนเดียวหรือช่วงเวลาครึ่งวัน ผลที่เกิดขึ้นมักไม่ได้ปรากฏในรูปของคำตอบที่ชัดเจนในทันที หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพภายใน ผู้รับการฟังจะไม่สามารถกลับออกมาเป็นคนเดิมได้อีก เขามักจะกลับมาเชื่อมต่อกับตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้มากขึ้น รู้สึกสอดคล้องภายในมากขึ้น และเริ่มรับรู้ทิศทางของชีวิตและการทำงานจากจุดที่ลึกกว่าเดิม

กระบวนการเช่นนี้คือสิ่งที่ Otto เรียกว่า Presencing ซึ่งหมายถึงการอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ ปัจจุบันเชื่อมต่อกับอนาคตที่กำลังก่อตัวอย่างมีชีวิตชีวา Presencing ไม่ใช่เพียงเทคนิคการสนทนา หากแต่เป็นสภาวะของการรับรู้ร่วมกัน ที่เปิดโอกาสให้ตัวตนใหม่ แนวคิดใหม่ และรูปแบบการกระทำใหม่ สามารถค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากแหล่งกำเนิดที่ลึกที่สุดของมนุษย์และระบบที่เขาเป็นส่วนหนึ่ง

Presencing: การอยู่ร่วมกันระหว่างปัจจุบันและอนาคตที่กำลังก่อตัว

คำว่า Presencing เป็นคำที่ Otto ใช้เพื่ออธิบายสภาวะการรับรู้และการอยู่ร่วมกันที่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนสามารถเชื่อมต่อกับทั้งปัจจุบันขณะและอนาคตที่กำลังก่อตัวได้พร้อมกัน คำนี้ผสานระหว่างคำว่า Presence และ Sensing เพื่อชี้ให้เห็นถึงการรับรู้ที่ไม่หยุดอยู่เพียงการสังเกตความเป็นจริงที่มีอยู่ หากแต่ขยายไปสู่การรับฟังศักยภาพและความเป็นไปได้ใหม่ที่ยังไม่ปรากฏชัดในรูปแบบเดิม

ในบริบทของ Theory U Presencing เกิดขึ้นที่ก้นหลุมของตัว U ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้วางกรอบคิดเดิม ตัวตนเดิม และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติลงชั่วคราว เปิดพื้นที่ให้การรับรู้ในระดับลึกกว่าได้ทำงาน ช่วงเวลานี้ไม่ใช่การคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล และไม่ใช่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ในความหมายทั่วไป หากแต่เป็นสภาวะของการอยู่กับความจริงอย่างเต็มที่ พร้อมกับการฟังว่า อนาคตแบบใดกำลังพยายามจะเกิดขึ้นผ่านสถานการณ์ ผู้คน และระบบที่เราเป็นส่วนหนึ่งอยู่

Presencing จึงไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะบุคคล แต่เป็นปรากฏการณ์เชิงความสัมพันธ์ เมื่อผู้คนจำนวนหนึ่งสามารถอยู่ในคุณภาพการรับรู้เช่นนี้ร่วมกัน สนามของความสนใจ (Field of Attention) จะเปลี่ยนไปจากการปกป้องตัวตน ผลประโยชน์ หรือมุมมองของแต่ละฝ่าย ไปสู่การรับรู้ในระดับของทั้งระบบ ในสนามเช่นนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่ ‘ฉันต้องการอะไร’ หรือ ‘องค์กรของฉันควรได้อะไร’ หากแต่เป็น ‘ระบบทั้งหมดกำลังเรียกร้องอะไรจากเราในเวลานี้’

สิ่งที่ทำให้ Presencing แตกต่างจากการประชุมหรือการสนทนาเชิงลึกทั่วไป คือคุณภาพของการเปิดทั้งสามมิติพร้อมกัน ได้แก่ การเปิดความคิด (Open Mind) เพื่อวางการตัดสินเดิม การเปิดหัวใจ (Open Heart) เพื่อเชื่อมต่อกับผู้อื่นและสถานการณ์อย่างแท้จริง และการเปิดเจตจำนง (Open Will) เพื่อยอมปล่อยวางตัวตนเก่า และเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ที่อาจยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่ปลอดภัยในเชิงโครงสร้าง เมื่อทั้งสามมิตินี้ทำงานร่วมกัน ผู้คนจะเริ่มรับรู้และตัดสินใจจากจุดที่ลึกกว่าความเคยชินและผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในระดับการปฏิบัติ Presencing มักปรากฏผ่านช่วงเวลาที่ผู้คน ‘หยุด’ อย่างแท้จริง ไม่เร่งหาคำตอบ ไม่รีบตัดสินใจ และไม่พยายามควบคุมผลลัพธ์ ช่วงเวลานี้อาจเกิดขึ้นในวงเล็กๆ ของการฟังอย่างลึกซึ้ง ในการเดินทางเรียนรู้ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือแม้กระทั่งในความเงียบร่วมกันระหว่างผู้คนที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เมื่อเงื่อนไขเหล่านี้ครบถ้วน แนวคิดใหม่ ทิศทางใหม่ หรือการกระทำรูปแบบใหม่ มักจะปรากฏขึ้นมากกว่าจะถูกคิดค้นขึ้นอย่างเป็นเส้นตรง

Otto เน้นย้ำว่า การนำจากอนาคตที่กำลังก่อตัวไม่ได้หมายถึงการคาดการณ์หรือการควบคุมอนาคต แต่คือการสร้างความสามารถของบุคคล กลุ่ม และองค์กร ในการรับรู้สัญญาณอ่อนๆ ของการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองต่อสัญญาณเหล่านั้นจากจุดที่เชื่อมโยงกับคุณค่าและความหมายที่ลึกที่สุด Presencing จึงเป็นทั้งจุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงภายใน และเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การลงมือทำรูปแบบใหม่ในโลกภายนอก

ในโลกที่ซับซ้อน เชื่อมโยง และไม่อาจควบคุมได้ด้วยกลไกแบบเดิม ความสามารถในการ Presencing ร่วมกันอาจเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของผู้นำและองค์กร ไม่ใช่ในฐานะเทคนิคหรือเครื่องมือเพิ่มเติม แต่ในฐานะคุณภาพของการเป็นมนุษย์ที่ช่วยให้เราสามารถยืนอยู่กับความไม่แน่นอน ฟังอย่างลึกซึ้ง และร่วมกันให้กำเนิดอนาคตที่เหมาะสมกับระบบทั้งหมดได้อย่างมีความหมาย

จาก Presencing สู่ Prototyping: การนำสิ่งใหม่เข้าสู่โลกจริง

เมื่อกระบวนการ Presencing เกิดขึ้นอย่างแท้จริง สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เพียงความเข้าใจใหม่หรือความรู้สึกเชื่อมโยงที่ลึกขึ้น หากแต่เป็นคำถามเชิงปฏิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ เราจะนำสิ่งที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้ เข้าสู่โลกจริงได้อย่างไร ในกรอบของ Theory U ช่วงเวลานี้คือการเริ่มไต่ขึ้นด้านขวาของตัว U และหัวใจของมันคือกระบวนการที่เรียกว่า Prototyping

Otto Scharmer เน้นย้ำว่า Prototyping ในบริบทของ Theory U ไม่ใช่การนำแผนขนาดใหญ่ไปดำเนินการทันที และไม่ใช่การแปลงวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นโครงการสมบูรณ์แบบในคราวเดียว หากแต่เป็นการทดลองอย่างมีสติ เพื่อให้แนวคิดหรือความเป็นไปได้ใหม่ที่เกิดจาก Presencing ได้มีโอกาสสัมผัสกับความเป็นจริง Prototyping จึงเป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Learning by Doing) มากกว่าการคิดล่วงหน้าอย่างครบถ้วน

สิ่งสำคัญคือ Prototyping ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า ‘เราจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร’ แต่เริ่มจากคำถามว่า ‘ก้าวเล็กๆ ที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้คืออะไร’ ก้าวที่เล็กพอจะลงมือได้จริง รวดเร็วพอที่จะเรียนรู้ และปลอดภัยพอที่จะยอมให้ล้มเหลวได้โดยไม่สร้างต้นทุนสูงเกินไป ในแง่นี้ Prototyping ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของศักยภาพ กับโลกของการกระทำ

ในทางปฏิบัติ Prototyping มักเกิดขึ้นในรูปของการทดลองขนาดเล็ก การสร้างต้นแบบเชิงพฤติกรรม โครงสร้าง หรือความสัมพันธ์ เช่น การลองวิธีการทำงานรูปแบบใหม่กับทีมย่อย การออกแบบกระบวนการตัดสินใจแบบใหม่ในพื้นที่จำกัด หรือการทดลองสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มหนึ่งก่อนขยายผล สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ว่าความคิดถูกต้อง แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้โลกจริงตอบกลับ และทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนให้เราเรียนรู้ว่า สิ่งใดสอดคล้องกับระบบ และสิ่งใดจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน

Otto อธิบายว่า Prototyping คือการสนทนากับความเป็นจริง (Conversation with Reality) มากกว่าการนำแนวคิดไปบังคับใช้ การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นจากการรับฟัง Feedback อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะมาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สภาพแวดล้อม หรือผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด เมื่อ Feedback เหล่านี้ถูกนำกลับมาสะท้อนร่วมกัน กระบวนการเรียนรู้จะหมุนกลับไปหล่อเลี้ยง Awareness และช่วยปรับทิศทางของการกระทำในรอบถัดไป

สิ่งที่ทำให้ Prototyping แตกต่างจากการดำเนินโครงการแบบดั้งเดิม คือคุณภาพของการรับรู้ที่ยังคงเชื่อมต่อกับแหล่งกำเนิดภายใน Prototyping ที่เชื่อมกับ Presencing ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองเชิงเทคนิค แต่เป็นการทดลองที่ยังคงฟังว่า อนาคตแบบใดกำลังต้องการจะเกิดขึ้นผ่านการลงมือทำนี้ หากการลงมือทำเริ่มหลุดจากคุณค่าและความหมายที่เชื่อมโยงกับระบบทั้งหมด กระบวนการเรียนรู้ก็จะทำหน้าที่เตือนและปรับทิศทางให้กลับมาเชื่อมต่ออีกครั้ง

ในมุมมองนี้ การล้มเหลวไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาด หากแต่เป็นข้อมูล การทดลองที่ไม่เวิร์ก ให้บทเรียนที่มีคุณค่าไม่แพ้การทดลองที่ประสบความสำเร็จ เพราะมันช่วยทำให้ขอบเขตของความเป็นไปได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้ผู้คนเข้าใจระบบในระดับที่ลึกขึ้น Prototyping จึงเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งความกล้าและความถ่อมตน กล้าที่จะลงมือโดยไม่รอความสมบูรณ์ และถ่อมตนพอที่จะเรียนรู้จากสิ่งที่โลกสะท้อนกลับมา

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมักไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่แม่นยำที่สุด แต่เกิดจากความสามารถในการเรียนรู้ให้เร็วและลึกจากการลงมือทำ Prototyping ใน Theory U จึงไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย หากแต่เป็นการเปิดวงจรใหม่ของการเรียนรู้ ที่เชื่อมงานภายในกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกอย่างมีชีวิต และทำให้อนาคตที่กำลังก่อตัวค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความจริงร่วมกัน

จากเวที World Economic Forum สู่กระแสหลักของโลก

Walter Link ตั้งข้อสังเกตถึงความสำคัญของการมีการปฏิบัติภาวนาอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการมีกลุ่มผู้คนที่ฝึกฝนและเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งเขามองว่ามีความคล้ายคลึงอย่างมากกับกระบวนการทำงานร่วมกันของ Otto กับ Peter Senge, Joseph Jaworski และ Betty Sue Flowers ในการเขียนหนังสือ Presence กระบวนการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือเชิงปัญญาหรือการพัฒนาแนวคิดในเชิงทฤษฎี หากแต่เป็นการพบปะกันเป็นระยะ เพื่อแบ่งปันชีวิต ฟังกันอย่างลึกซึ้ง และพัฒนาแนวคิดควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง Walter จึงชวน Otto ให้สะท้อนประสบการณ์เหล่านี้ และมองย้อนดูว่าแนวปฏิบัติซึ่งเคยอยู่ชายขอบ กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ใดของโลกในปัจจุบัน

Otto Scharmer เล่าว่า เมื่อประมาณสองเดือนก่อน เขาได้เข้าร่วมงาน World Economic Forum ที่เมืองดาวอส โดยได้รับเชิญให้เข้าร่วมในสามเวที ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเวทีที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ว่าด้วยงานภายในของผู้นำ และภาวะผู้นำแบบมีสติ (Mindful Leadership) ในเวทีนี้ เขาได้พาผู้เข้าร่วมทำสมาธิแบบมีการนำ (Guided Meditation) เป็นเวลานานถึง 45 นาที และได้รับแจ้งว่านี่เป็นครั้งแรกที่กิจกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นบนเวทีหลักของ Davos สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เวทีดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมอย่างล้นหลาม และหลังจบ Session มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากกล่าวว่านี่คือประสบการณ์ที่ทรงพลังที่สุดที่พวกเขาได้รับจากงานในปีนั้น

Otto ชี้ให้เห็นว่า เวทีนี้ไม่ได้เป็นพื้นที่ถกเถียงเชิงอุดมการณ์อย่างเข้มข้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจหรือโครงสร้างอำนาจ หากแต่เป็นพื้นที่ของประสบการณ์ภายในที่ลึกซึ้งสำหรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก และการที่กิจกรรมเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้บนเวทีอย่าง World Economic Forum ซึ่งเต็มไปด้วยผู้นำภาคธุรกิจ ผู้นำรัฐบาล และผู้นำภาคประชาสังคม สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงในระดับโลก แม้แนวทางนี้อาจยังไม่เป็นเรื่องของทุกคน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องชายขอบของคนกลุ่มเล็กๆ อีกต่อไป

เขาเปรียบเทียบว่า ในช่วงเวลาที่หนังสือ Presence ถูกเขียนขึ้นใหม่ๆ แนวคิดเรื่องงานภายใน การฟังอย่างลึกซึ้ง และการเชื่อมต่อกับแหล่งกำเนิดของการรับรู้ ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องนอกกระแส และไม่สอดคล้องกับโลกของธุรกิจหรือการจัดการกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน แนวโน้มดังกล่าวกำลังค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ศูนย์กลางของการสนทนาเรื่องภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบมากขึ้น Otto มองว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ขับเคลื่อนด้วยแรงผลักสำคัญอย่างน้อยสองประการ

ประการแรก คือการเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่วิธีคิดและวิธีทำแบบเดิมไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนของระบบโลก ความไม่แน่นอน หรือวิกฤตที่เชื่อมโยงหลายมิติพร้อมกัน โลกในปัจจุบันจึงต้องการรูปแบบภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่า และไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ประการที่สอง คือความหิวกระหายภายในของผู้คนจำนวนมาก ที่เริ่มโหยหาความหมายในชีวิตและการทำงาน มากกว่าความสำเร็จเชิงประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว ผู้คนต้องการเชื่อมโยงสิ่งที่ตนทำในงานเข้ากับสิ่งที่ตนใส่ใจอย่างแท้จริง และกับคุณค่าที่ลึกกว่าของตนเอง Otto เล่าว่า เขาได้ยินเสียงสะท้อนเช่นนี้บ่อยขึ้นจากผู้นำในหลากหลายบริบท ตัวอย่างหนึ่งคือผู้นำองค์กรระดับสูงที่เขาพบในเวิร์กช็อปที่กรุงเวียนนา ซึ่งกล่าวว่า แม้เขาจะสามารถขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลง และทำในสิ่งที่องค์กรคาดหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับรู้สึกว่าหัวใจของตนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ งานของเขากลายเป็นเพียงวงจรใหม่ของการเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และการทำให้องค์กร Lean มากขึ้น โดยมีช่องว่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่เขาทำกับตัวตนที่แท้จริงของตนเอง

Otto มองว่า ความตระหนักถึงช่องว่างลักษณะนี้กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้นำและคนทำงานทั่วโลก ผู้คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า งานที่ตนทำอยู่นั้นเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตนห่วงใยอย่างแท้จริงหรือไม่ เชื่อมโยงกับคุณค่าลึกๆ และตัวตนแท้จริงของตนเองหรือไม่ ความปรารถนานี้สะท้อนความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ใหญ่กว่าตัวตนของตนเอง และเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้แนวคิดเรื่องงานภายใน การปฏิบัติภาวนา และการนำจากอนาคตที่กำลังก่อตัว ค่อยๆ เคลื่อนออกจากพื้นที่ชายขอบ และเริ่มได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

จาก Ego-System สู่ Eco-System: งานหลักของผู้นำในยุคปัจจุบัน

หากจะสรุปงานของผู้นำในยุคนี้ให้สั้นและชัดที่สุด Otto เสนอว่า แก่นแท้อยู่ที่การขยับจาก Ego-System Awareness ไปสู่ Eco-System Awareness กล่าวคือ จากการรับรู้โลกผ่านมุมมองของหน่วยย่อยที่ต่างคนต่างปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ไปสู่การรับรู้โลกในฐานะระบบทั้งหมดที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแยกไม่ออก

Ego-System Awareness ปรากฏให้เห็นได้ชัดในบริบทขององค์กร เมื่อแผนกหนึ่งแข่งขันหรือขัดแย้งกับอีกแผนกหนึ่ง แย่งชิงทรัพยากร อำนาจ หรือความสำคัญ โดยแต่ละฝ่ายต่างมองสถานการณ์จากมุมของ ‘ฉัน’ หรือ ‘ของเรา’ เป็นหลัก การรับรู้ในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย หากแต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างและแรงจูงใจที่หล่อหลอมให้ผู้คนมองเห็นเพียงส่วนเล็กๆ ของระบบ และตอบสนองต่อแรงกดดันเฉพาะหน้าของตนเอง

บทบาทของผู้นำหรือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในบริบทเช่นนี้ คือการช่วยพาผู้คนออกจากกรอบการรับรู้ที่แคบดังกล่าว และชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องของ ‘คุณ’ หรือ ‘ฉัน’ หากแต่เป็นอาการของกระบวนการที่ใหญ่กว่า ซึ่งทุกฝ่ายล้วนเป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานของผู้นำคือการช่วยให้ผู้คนมองเห็นภาพรวมของระบบ และตระหนักว่าการกระทำของแต่ละส่วนส่งผลต่อทั้งระบบอย่างไร กระบวนการเช่นนี้คือสิ่งที่ Otto เรียกว่า การเปลี่ยนระดับของความตระหนักรู้ (Transforming Awareness) ซึ่งเป็นหัวใจของภาวะผู้นำเชิงระบบในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบันภาพใหญ่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงขอบเขตขององค์กรใดองค์กรหนึ่งอีกต่อไป ระบบเศรษฐกิจและสังคมได้เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ผู้ผลิตรายย่อย เช่น เกษตรกรหรือแรงงานต้นน้ำ ผู้บริโภคปลายทาง ไปจนถึงระบบนิเวศและชุมชนโดยรอบ ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่เพียงท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการแบบเดิม หากแต่บีบให้ผู้นำจำเป็นต้องขยายขอบเขตของการรับรู้ ให้ครอบคลุมทั้งระบบที่องค์กรของตนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ Otto จึงย้ำว่า การเปลี่ยนจาก Ego-System Awareness ไปสู่ Eco-System Awareness ไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรมหรือจริยธรรมเท่านั้น หากแต่เป็นแก่นของการดำเนินธุรกิจในโลกปัจจุบันอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น หากองค์กรระดับโลกปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาแรงงานเด็กในห่วงโซ่อุปทานของตน โดยอ้างว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นหรืออยู่นอกขอบเขตความรับผิดชอบโดยตรง องค์กรภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียย่อมเข้ามาตรวจสอบและกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และคุณค่าแบรนด์ในระยะยาว

ในบริบทเช่นนี้ การขยายการรับรู้ให้ครอบคลุมทั้งระบบจึงไม่ใช่เพียงการแสดงความห่วงใยเชิงจริยธรรม หากแต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตขององค์กรในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้ง การเคลื่อนจากเกาะเล็กๆ ของ Ego ไปสู่การรับรู้ในระดับ Eco-System จึงไม่ใช่ทางเลือกเสริม แต่เป็นภารกิจหลักของผู้นำในยุคสมัยนี้

จากเกาะเล็กๆ ของ Ego สู่ระบบใหญ่ของ Eco

โจทย์สำคัญของยุคสมัยนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงที่การตระหนักว่าโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงระบบ หากแต่อยู่ที่คำถามว่า เราจะค่อยๆ เคลื่อนจากเกาะเล็กๆ ของ Ego-System Awareness ไปสู่การรับรู้ในระดับ Eco-System Awareness ได้อย่างไร กล่าวคือ จะเปลี่ยนจากการมองโลกผ่านขอบเขตแคบของบทบาท หน้าที่ และผลประโยชน์เฉพาะส่วน ไปสู่การมองเห็นความเชื่อมโยงของทั้งระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

Otto Scharmer เสนอว่า การเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการสั่งการเชิงนโยบายหรือการปรับโครงสร้างเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยเครื่องมือภายในและกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่ช่วยเปลี่ยนคุณภาพของการรับรู้ของผู้คน เครื่องมือสำคัญที่เขาพบว่ามีบทบาทอย่างยิ่ง ได้แก่ การมีการปฏิบัติภาวนาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาความสามารถในการหยุดและรับรู้ก่อนการตอบสนองแบบอัตโนมัติ การมีวงเรียนรู้ขนาดเล็กที่เอื้อให้เกิดการฟังอย่างลึกซึ้งและการสะท้อนร่วมกันอย่างปลอดภัย และการออกไปทำ Learning Journeys หรือ Sensing Journeys นอกฟองสบู่ขององค์กร เพื่อเปิดรับมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบที่กว้างกว่า

เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มพูนความรู้หรือทักษะในเชิงเทคนิค หากแต่ทำหน้าที่เปลี่ยนคุณภาพของการรับรู้ (Quality of Awareness) ของผู้คน เมื่อการรับรู้เปลี่ยน การกระทำก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย และในระดับที่ลึกกว่านั้น กระบวนการเหล่านี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้การกระทำรูปแบบใหม่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ ไม่ใช่เพียงในระดับของบุคคลหรือทีม หากแต่ในระดับของทั้งระบบ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเคลื่อนจาก Ego-System ไปสู่ Eco-System อย่างแท้จริง

การปฏิบัติภาวนาของ Otto Scharmer: การฟัง ความนิ่ง และธรรมชาติ

เมื่อ Walter Link ถามถึงการปฏิบัติภาวนาในชีวิตประจำวันของ Otto และผลที่มันมีต่อเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา Otto อธิบายว่า สำหรับเขา การปฏิบัติภาวนาไม่ได้หมายถึงกิจกรรมทางจิตวิญญาณที่แยกขาดจากชีวิตการทำงาน หากแต่เป็นชุดของการปฏิบัติที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิต และค่อยๆ หล่อหลอมวิธีที่เขารับรู้โลก ทำงานร่วมกับผู้อื่น และทำหน้าที่ในฐานะผู้นำ โดยเขาสรุปองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัตินี้ไว้เป็นสามมิติหลัก

1) การฟังในฐานะการปฏิบัติ (Listening as a Practice)

ประการแรก คือการฟังในฐานะการปฏิบัติภาวนา Otto ยอมรับว่า เขาเพิ่งค่อยๆ ตระหนักในภายหลังว่า การฟังผู้คนอย่างลึกซึ้งคือหนึ่งในรูปแบบการปฏิบัติภาวนาที่สำคัญที่สุดของเขา งานหลักของเขาไม่ว่าจะเป็นการโค้ชแบบตัวต่อตัว หรือการทำงานกับกลุ่มและชุมชนขนาดใหญ่ คือการฟังเรื่องราว ประสบการณ์ และโจทย์ชีวิตของผู้คนอย่างตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม การฟังในที่นี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อทำความเข้าใจปัญหาเชิงเหตุผล หากแต่เพื่อช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกับแหล่งสร้างสรรค์ที่ลึกกว่า ภายในตัวเอง Otto ยกตัวอย่างการทำงานกับผู้เข้าร่วม 75 คนจาก 25 ประเทศตลอดหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งเขาได้เห็นกระบวนการที่ชุมชนค่อยๆ เคลื่อนจากการเป็นเพียงการรวมตัวของอัตตาเล็กๆ จำนวนมาก ไปสู่การเริ่มเคลื่อนไหวจากแหล่งสร้างสรรค์ร่วมกัน ประสบการณ์เช่นนี้มีพลังอย่างยิ่ง และแม้จะเป็นงานที่เขาได้รับค่าตอบแทน แต่ในระดับที่ลึกกว่า Otto มองว่างานลักษณะนี้ต่างหากที่หล่อเลี้ยงชีวิตภายในของเขา สำหรับเขา การฟังอย่างลึกซึ้งจึงไม่ใช่เพียงทักษะเชิงวิชาชีพ แต่เป็นการปฏิบัติภาวนาอย่างแท้จริง

2) ช่วงเวลาแห่งความนิ่งในตอนเช้า (Practicing Stillness)

ประการที่สอง คือการจัดสรรช่วงเวลาแห่งความนิ่งในชีวิตประจำวัน Otto พยายามให้เวลากับตัวเองในทุกเช้า ประมาณ 10–30 นาที เพื่ออยู่กับความเงียบ ชะลอจังหวะชีวิต และเชื่อมต่อกับสิ่งที่เขามองว่าสำคัญที่สุดสำหรับตนเอง การอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างตั้งใจเช่นนี้ช่วยให้เขาสามารถรับมือกับวิกฤตหรือสถานการณ์ท้าทายที่เกิดขึ้นในแต่ละวันด้วยความสงบมากขึ้น

ในเชิงลึก การปฏิบัตินี้ช่วยให้ Otto เปลี่ยนคุณภาพของการตอบสนอง จากการตอบโต้สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ไปสู่การตอบสนองจากโลกที่เขาอยากสร้าง กล่าวคือ เป็นการตัดสินใจและลงมือทำจากความตั้งใจเชิงบวก มากกว่าจากความเร่งรีบ ความกลัว หรือแรงกดดันของระบบ

3) การเชื่อมต่อกับธรรมชาติ (Nature as a Gateway)

ประการที่สาม คือการให้เวลากับธรรมชาติ Otto พยายามหาโอกาสออกไปอยู่กับธรรมชาติทุกวัน แม้จะเป็นเพียงไม่กี่นาทีหรือช่วงเวลาสั้นๆ การออกจากอาคารและอยู่กลางแจ้งช่วยให้เขาแยกตัวออกจากเสียงรบกวนของชีวิตประจำวัน และเปิดพื้นที่ให้เชื่อมต่อกับภาพที่ใหญ่กว่าของชีวิตและโลก

หนึ่งในประสบการณ์ที่ทรงพลังที่สุดของเขาคือการเข้าร่วมการฝึกความรู้ตัวในธรรมชาติ (Awareness Training) กับ John Milton ซึ่งใช้ธรรมชาติเป็นประตูสู่การตระหนักรู้ กระบวนการดังกล่าวเริ่มจากการเตรียมตัวเบื้องต้น ก่อนที่ผู้เข้าร่วมจะถูกเชิญให้อยู่ ณ จุดหนึ่งในธรรมชาติเป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่อยู่ตามลำพัง ถือศีลอดหรือรับประทานเพียงของเหลว และค่อย ๆ วางภาระ ความกังวล และตัวตนเดิมลงทีละชั้น เพื่อเปิดทางให้การเชื่อมต่อกับตัวตนที่แท้จริงเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง

Otto อธิบายว่า ในระหว่างกระบวนการดังกล่าว ผู้เข้าร่วมมักไม่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตนเองกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทว่าเมื่อกระบวนการสิ้นสุดลงและกลับสู่ชีวิตปกติ ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะปรากฏอย่างชัดเจนในทันที ผ่านความรู้สึกที่ตระหนักได้ว่า ‘ฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป’

ประสบการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สำหรับ Otto Scharmer การปฏิบัติภาวนาไม่ได้เป็นกิจกรรมที่แยกขาดจากชีวิตการทำงาน หากแต่เป็นรากฐานที่หล่อเลี้ยงทั้งการเป็นมนุษย์ การเป็นผู้นำ และความสามารถในการนำจากอนาคตที่กำลังก่อตัวอย่างแท้จริง

จากงานภายในสู่งานเปลี่ยนโลก: เส้นทางจิตวิญญาณแบบใหม่ของยุคสมัย

Walter Link ตั้งคำถามถึงการพัฒนาความตระหนักรู้ (Awareness) เงื่อนไขที่เอื้อต่อการเกิด Presence และการเชื่อมต่อที่ลึกขึ้นกับตัวตนภายใน ซึ่งตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ศาสนา ปรัชญา จิตวิทยา และประสาทวิทยาศาสตร์ต่างก็ทำงานกับประเด็นเหล่านี้มาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ความรู้และการปฏิบัติเหล่านี้มักดำรงอยู่ในบริบทที่แยกออกจากโลกของการลงมือทำเชิงระบบ โดยเฉพาะในโลกของการจัดการ องค์กร และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ในทางตรงกันข้าม Theory U ของ Otto Scharmer พยายามเชื่อมช่องว่างดังกล่าว ด้วยการนำแนวคิดเรื่องสามศูนย์กลางของการรู้หรือสามมิติพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ — ศีรษะ (การคิดและการรับรู้เชิงเหตุผล) หัวใจ (ความรู้สึก ความสัมพันธ์ และความสามารถในการร่วมรู้สึก) และเจตจำนงหรือศูนย์กลางแห่งการลงมือทำมาประยุกต์ใช้ในบริบทของภาวะผู้นำ การจัดการ และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ แนวคิดลักษณะนี้พบได้ในหลายสายภูมิปัญญา ทั้งในพุทธศาสนา ซูฟี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ซึ่ง Otto เคยทำงานและได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้ง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ภูมิปัญญาเหล่านี้จริงหรือลึกเพียงใด หากแต่คือ เราจะนำความรู้เชิงจิตวิญญาณเหล่านี้มาใช้ในโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ความลึกของมันสูญหายไป และในขณะเดียวกันก็ยังเรียบง่าย ชัดเจน และใช้งานได้จริงสำหรับผู้นำและผู้ปฏิบัติในโลกปัจจุบัน

Otto อธิบายว่า แก่นของ Theory U และมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลง และการคิดเชิงระบบ ซึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากงานของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ผ่านสามแนวคิดหลัก ได้แก่ Open Mind — การเปิดความคิด (IQ) เพื่อหยุดการตัดสินแบบอัตโนมัติ Open Heart — การเปิดหัวใจ (EQ) เพื่อพัฒนาความเห็นอกเห็นใจและความสามารถในการร่วมรู้สึก และ Open Will — การเปิดเจตจำนงหรือมิติของตัวตนระดับลึก ซึ่งบางครั้งเรียกว่า Spiritual Intelligence (SQ)

ในบรรดาทั้งสามมิตินี้ Open Will มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับความรู้ในระดับที่ลึกที่สุดของตัวตน เป็นการเชื่อมต่อกับแหล่งกำเนิดของอัตลักษณ์และแหล่งกำเนิดของความสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพสามารถเกิดขึ้นได้จริง

หากพิจารณาสายภูมิปัญญาต่างๆ ทั่วโลก จะพบว่าทั้งหมดต่างพยายามตอบคำถามเดียวกัน แม้จะใช้ภาษาและกรอบคิดที่แตกต่างกันออกไป นั่นคือ เราจะเปิดความคิดเพื่อหลุดออกจากการรับรู้แบบเดิมได้อย่างไร เราจะเปิดหัวใจเพื่อก้าวข้ามขอบเขตของตนเองและเชื่อมต่อกับผู้อื่นได้อย่างไร และเราจะเปิดเจตจำนงเพื่อยอมวางตัวตนเก่า และเปิดพื้นที่ให้ตัวตนใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันได้อย่างไร

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในศตวรรษนี้คือ ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางภายในสำหรับผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณอีกต่อไป หากแต่เริ่มกลายเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการทำงานให้มีประสิทธิภาพในโลกภายนอกที่ซับซ้อน เชื่อมโยงถึงกัน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ

ในมุมมองของ Otto สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการนำภูมิปัญญาเก่ากลับมาใช้อีกครั้ง แต่เป็น เส้นทางจิตวิญญาณแบบใหม่ที่แตกต่างจากแนวทางดั้งเดิมซึ่งมุ่งถอนตัวออกจากโลก เส้นทางใหม่นี้คือการลงไปอยู่ในโลกอย่างเต็มตัว และทำงานเพื่อการวิวัฒนาการของระบบสังคม เศรษฐกิจ และชุมชนที่เรามีส่วนร่วมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในโครงการชุมชน กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือการทรานส์ฟอร์มองค์กร

ผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางนี้จะค่อยๆ ตระหนักว่า หากปราศจากการทำงานภายในอย่างจริงจัง เขาจะไม่สามารถถือพื้นที่ให้การเปลี่ยนแปลงภายนอกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ในความหมายนี้ งานภายในและงานภายนอกจึงไม่ใช่สองเส้นทางที่แยกจากกันอีกต่อไป หากแต่เป็นสองมิติของการเดินทางเดียวกัน

ภูมิปัญญาอย่างมนุษยปรัชญาและสายจิตวิญญาณอื่นๆ ช่วยเปิดให้เราเห็นมิติของภาวะผู้นำและการทำงานที่เคยถูกมองข้าม และทำให้เราสามารถเชื่อมโยงการพัฒนาตนเองจากภายใน เข้ากับการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกได้ในรูปแบบใหม่ นี่คือการบูรณาการงานภายในเข้ากับงานเปลี่ยนโลก ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นเป็นเส้นทางจิตวิญญาณที่สอดคล้องกับความท้าทายของยุคสมัยอย่างแท้จริง

จากการบูรณาการแนวดิ่งสู่การบูรณาการแนวนอน: การเชื่อมทั้งตัวตนและระบบ

Walter Link ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากการบูรณาการแนวดิ่ง (Vertical Integration) ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงศีรษะ หัวใจ และเจตจำนง หรือความคิด ความรู้สึก และการลงมือทำให้สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว ยังมีอีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือการบูรณาการแนวนอน (Horizontal Integration)

ในอดีต เราคุ้นชินกับการทำความเข้าใจโลกผ่านการแบ่งแยกออกเป็นภาคส่วนที่ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ภาครัฐ หรือภาคประชาสังคม และแม้ภายในภาคประชาสังคมเอง ก็ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็นประเด็นเฉพาะทาง เช่น สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือการพัฒนา โครงสร้างการทำงานเหล่านี้ทำให้แต่ละประเด็นถูกจัดวางอยู่ในกล่องของตนเอง มีภาษา ผู้เชี่ยวชาญ และกลไกเฉพาะด้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาความท้าทายของโลกในปัจจุบันอย่างจริงจัง จะเห็นได้ชัดว่าการแบ่งแยกเช่นนี้ไม่สามารถอธิบายหรือรับมือกับความเป็นจริงได้อีกต่อไป สิทธิมนุษยชนไม่อาจแยกออกจากประเด็นสิ่งแวดล้อม ธุรกิจไม่อาจดำรงอยู่โดยตัดขาดจากสังคมและชุมชน และปัญหาเชิงระบบจำนวนมากล้วนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของหลายมิติพร้อมกัน ระบบต่างๆ จึงไม่ได้ดำรงอยู่แบบแยกขาด หากแต่เชื่อมโยง พัวพัน และส่งผลกระทบต่อกันอย่างลึกซึ้ง

Otto อธิบายว่า โลกสมัยใหม่เผชิญกับปัญหาและผลกระทบด้านลบจำนวนมาก ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Negative Externalities ได้แก่ ผลกระทบที่ไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในต้นทุนหรือการตัดสินใจขององค์กรและระบบเศรษฐกิจ วิธีการที่สังคมใช้รับมือกับปัญหาเหล่านี้โดยทั่วไป มักเป็นการจัดการแบบแยกส่วน เช่น การตั้งกระทรวงหรือหน่วยงานดูแลปัญหาเฉพาะด้าน การมี NGO มูลนิธิ วารสารวิชาการ สมาคมวิชาชีพ หรือการประชุมเฉพาะประเด็น

โครงสร้างเหล่านี้มีบทบาทและคุณค่าในตัวเอง และช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในแต่ละมิติอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวม จะเห็นว่าวิธีการเช่นนี้ยังไม่สามารถจัดการกับระบบทั้งหมดได้อย่างแท้จริง เนื่องจากการทำงานยังคงดำเนินอยู่ในลักษณะของไซโล (Siloed Structures) ที่แยกขาดจากกัน ขาดกลไกที่เชื่อมโยงประเด็นต่างๆ เข้าด้วยกันในระดับโครงสร้าง

Otto เสนอว่า หากต้องการมองและจัดการกับความเป็นจริงอย่างรอบด้าน เราจำเป็นต้องพิจารณาอย่างน้อยสองระดับควบคู่กัน ระดับแรกคือการมองในเชิงแนวนอน เพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ เชื่อมโยงถึงกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น ประเด็นด้านสุขภาพไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลหรือระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม โครงสร้างสังคม รูปแบบการทำงาน และชีวิตครอบครัวในภาพรวม

ระดับที่สองคือการมองในเชิงโครงสร้างลึก เพื่อทำความเข้าใจว่า กลไกหรือรูปแบบการจัดระบบแบบใดกันแน่ที่ทำให้สังคมยังคงผลิตผลกระทบด้านลบชุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะมีความพยายามแก้ไขอย่างต่อเนื่องในระดับนโยบายหรือโครงการเฉพาะหน้า การตั้งคำถามในระดับนี้คือการขยับจากการแก้อาการไปสู่การมองต้นตอของระบบ

ด้วยเหตุนี้ งานในช่วงหลังของ Otto จึงมุ่งไปที่โจทย์เรื่องการแปลงรูปแบบของทุนนิยม จากระบบที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มย่อย หรือ Ego-System Awareness ไปสู่ระบบที่ทำงานจากการรับรู้ในระดับทั้งระบบ หรือ Eco-System Awareness กล่าวคือ จากกรอบคิดแบบ ‘ฉัน — ของฉัน — องค์กรของฉัน’ ไปสู่คำถามว่า อะไรคือสิ่งที่เอื้อต่อสุขภาวะและความยั่งยืนของระบบทั้งหมดในระยะยาว

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราจะทำให้การเปลี่ยนผ่านเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร Otto เห็นว่านี่คือโจทย์ใหญ่ของคนรุ่นเรา และเป็นโจทย์ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยเครื่องมือเชิงโครงสร้างหรือเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว เขาย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในระดับนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากเราไม่เชื่อมต่อกับแหล่งกำเนิดของความตระหนักรู้ภายในตัวผู้คน และไม่ช่วยให้ผู้คนได้เชื่อมโยงการกระทำของตนเข้ากับสิ่งที่ตนเองใส่ใจอย่างแท้จริง ในบริบทของชุมชน สังคม และโลกโดยรวม

ในระดับลึก ความต้องการร่วมกันของผู้คนจำนวนมากในปัจจุบัน คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ใหญ่กว่าตัวตนของตนเอง และการได้มีส่วนสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและโลก ความปรารถนานี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคใดภาคหนึ่ง หากแต่ปรากฏอยู่ทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม

ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ว่าพลังเช่นนี้มีอยู่หรือไม่ แต่คือเราจะสามารถเชื่อมโยงและหลอมรวมพลังดังกล่าว ให้กลายเป็นการลงมือทำร่วมกันในระดับระบบได้อย่างไร สำหรับ Otto นี่คือทั้งความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด และในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นที่สุดของยุคสมัย เขาจึงตั้งใจที่จะเดินหน้าทำงานกับประเด็นนี้ต่อไป ร่วมกับเพื่อนร่วมทางและผู้นำจากทั่วโลก เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการบูรณาการทั้งตัวตนของมนุษย์และระบบสังคมเข้าไว้ด้วยกันอย่างแท้จริง

───────────

สามารถติดตามสาระความรู้และกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม หรือติดต่องานบรรยายและจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ที่

[embed]tmfthailand | Twitter, Instagram, Facebook | Linktree พื้นที่การเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถ (Capacity Building) ให้กับบุคคล กลุ่ม…linktr.ee


메타데이터
post_id
3ec29d47c0e6
slug
ภาวะผู้นำ-งานภายใน-และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ-มุมมองของ-otto-scharmer-3ec29d47c0e6
url
https://medium.com/@tmfthailand2020/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3-%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-otto-scharmer-3ec29d47c0e6
canonical_url
https://medium.com/@tmfthailand2020/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3-%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-otto-scharmer-3ec29d47c0e6
author_url
https://medium.com/@tmfthailand2020
status
ok
fetched_at
2026-08-03 00:44:57