พิศคันฉ่องส่องประพฤติการณ์: ว่าด้วยมหาวิทยาลัยใจกลางอโศกกับวัฒนธรรมการเมืองไทย
เมื่อช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น อาจเป็นสัปดาห์ที่แสนธรรมดาของใครหลายๆคน แต่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางอโศกนั้น...
“พิศคันฉ่องส่องประพฤติการณ์:ว่าด้วยมหาวิทยาลัยใจกลางอโศกกับวัฒนธรรมการเมืองไทย”

เมื่อช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น อาจเป็นสัปดาห์ที่แสนธรรมดาของใครหลายๆคน แต่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางอโศกนั้น เข้าสู่ช่วงฤดูกาลของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่แทนที่การเลือกตั้งนั้น จะดำเนินไปได้โดยสะดวกดาย กลับกลายเป็นว่าความวุ่นวายอย่างมหาศาลได้เกิดขึ้นจนแม้แต่คนนอกมหาวิทยาลัยเองก็ตั้งคำถามว่า “อะไรจะขนาดนั้น” ? เรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือคณานับ โดยผู้เขียนขอแนะนำยิ่งให้ท่านผู้อ่านไปอ่านบทความเรื่อง ประชาธิปไตยในรั้วมหาลัย: กรณีความล้มเหลวมหาลัยชื่อดังย่านอโศก ก่อน เพื่อลำดับความเข้าใจและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และบทความ เลือกตั้งมหาลัย: พิธีกรรมและความเงียบของนักศึกษา เพื่อที่ว่าจะได้เข้าใจถึงส่วนขยายและที่มาของประพฤติการณ์ที่ปรากฏอยู่ ณ ขณะนี้
ในฐานะที่ผู้เขียนได้ร่ำเรียนวิชารัฐศาสตร์และการเมืองการปกครองมานั้น ผู้เขียนตระหนักถึงความจำเป็นและความน่ากังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้การเลือกตั้งองค์การนิสิตนั้น กำลังจะดำเนินมาถึงรอบที่ 3 แล้ว ซึ่งแท้ที่จริงนั้นการเลือกตั้งหากว่าต้องซ่อมกันถึง 1 ครั้ง ก็นับว่าเกินกว่าความคาดหมายมากแล้ว แต่ปัจจุบันก็ได้ทำการทำลายสถิติเป็นที่เรียบร้อย โดยมวลเหตุนั้น ก็เกิดจากการที่มีผู้มาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 25 ตามกฎระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแบบนี้ถึงสองครั้งสองครา การตั้งคำถามจึงเกิดขึ้นกับหลายภาคส่วนของมหาวิทยาลัย เช่นคำถามในทำนองว่า การทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) นั้นเพียงพอหรือยัง? หรือ เหตุใดสื่อของมหาวิทยาลัยที่ขึ้นต้นด้วย “PR” จึงไม่มีการดำเนินการประชาสัมพันธ์รายละเอียดใดๆเลยทั้งสองครั้ง? จนมาถึงคำถามสำคัญในบทความนี้ว่า หรือเป็นเพราะตัวนิสิตเองที่ไม่ได้มีความตื่นรู้ด้านประชาธิปไตยมากเพียงพอ? จึงเกิดขึ้น ผู้เขียนจึงจะนำพาท่านผู้อ่านมาวิเคราะห์กันถึงประพฤติการณ์และวัฒนธรรมการเมืองในทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ และการพูดคุยสอบถามกับกลุ่มนิสิตตัวอย่างทั่วๆไปในมหาวิทยาลัย มาร้อยเรียงเกี่ยวข้องกับทฤษฏีทางการเมือง อันท่านจะได้อ่านต่อไปนี้
แต่เดิมสังคมไทยปัจจุบันในมุมมองของผู้เขียนนั้น เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ ไพร่ฟ้าผสมมีส่วนร่วม (Subject — participant political culture) โดยจำเป็นจะต้องอธิบายถึงส่วนประกอบของสังคมเช่นนี้ก่อนว่า เป็นส่วนผสมระหว่าง วัฒนธรรมการเมืองแบบไพร่ฟ้า (Subject political culture) กับ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม (Participant political culture) โดยวัฒนธรรมการเมืองแบบไพร่ฟ้านั้น หมายความถึงสังคมที่ประชาชนนั้นพอจะมีความเข้าใจในระบบการเมืองในระดับพื้นฐานบ้าง แต่ประชาชนนั้นก็ไม่ได้มีความรู้สึกรู้สาว่าตนนั้นมีอิทธิพลต่อระบบการเมืองแต่อย่างใด ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ได้ยอมรับอำนาจของรัฐและปฏิบัติเชื่อฟังกฎหมายของรัฐ แต่ก็ไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาปรับปรุงให้รัฐนั้นดีขึ้นแต่อย่างไร และหวังว่าจะมีคนมาทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำแทนตน โดยทั้งนี้ก็ได้รับอิทธิพลมาจากสังคมเกษตรกรรมและยุคศักดินามาแต่โบราณ ที่ทำให้ประชาชนในสังคมแบบไพร่ฟ้า มีลักษณะเช่นนี้ ส่วนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม (Participant political culture) นั้น อธิบายได้ว่าประชาชนในสังคมนั้นมีความรู้ความเข้าใจในระบบการเมืองอยู่ในระดับดี มีความตื่นรู้ทางการเมือง รู้จักคุณค่าของสิทธิ์และมีจิตสำนึกทางการเมืองที่หนักแน่น ประชาชนในสังคมนี้ตระหนักถึงส่วนได้ส่วนเสียของตนที่สามารถแปรเปลี่ยนได้ไปตามพฤติการณ์ของผู้ที่บังคับใช้อำนาจรัฐ จึงมีการร่วมตรวจสอบการดำเนินไปของรัฐในแบบเชิงรุกมากกว่าจะนิ่งดูดาย เช่นเดียวกับที่ประชาชนในสังคมนี้ จะตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของตนอย่างลึกซึ้ง โดยส่วนมากนั้น วัฒนธรรมการเมืองและสังคมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมนั้น จะพบได้ในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก
ฉะนั้นเมื่อมองเข้าไปในบริบทของวัฒนธรรมในการเมืองไทย สังคมไทยในพุทธศักราช 2569 นั้น จึงจัดอยู่ในวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าผสมมีส่วนร่วม (Subject — participant political culture) อธิบายอย่างง่าย คือมีทั้งคนที่รู้รับผิดชอบต่อพลวัตทางการเมืองที่เกิดขึ้น และมีคนที่ไม่ได้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องไปกระเสือกกระสนดิ้นรนในการรักษาสิทธิ์ของตนในทางการเมือง และการดำเนินไปของรัฐ ซึ่งส่วนมากนั้น จะสามารถพบได้ในหมู่ประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นประเทศไทยเป็นต้น
เช่นนั้นเอง เมื่อมองย้อนมาถึงสังคมมหาวิทยาลัย วาทกรรมที่ว่า “มหาวิทยาลัยเป็นภาพสะท้อนของสังคมการเมืองไทย”ผู้เขียนก็เห็นว่าเป็นเรื่องจริงอีกเช่นกัน และดังที่ได้ปรารภไปเบื้องต้นถึงวัฒนธรรมการเมืองไทยนั้นสังคมไทยและมหาวิทยาลัยย่อมจะเป็นส่วนที่แยกออกจากกันไม่ได้ มหาวิทยาลัยมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญผ่านกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย ประดุจคันฉ่องหรือกระจกสะท้อนสังคมบ้านเมือง เช่นนั้นประพฤติการณ์ที่ได้ปรากฏนั้นก็ย่อมจะสะท้อนถึงพฤติกรรมของนิสิตที่แสดงออกผ่านตัวเลขผู้ที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วยเช่นกัน
โดยจากที่ผู้เขียนได้มีการสำรวจความคิดเห็นของนิสิต ผ่านคำถามที่ว่า “เหตุใดนิสิตจึงไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง” ก็มีหลากหลายความเห็นที่น่าสนใจ อันจะมีตัวอย่างที่ผู้เขียนได้ยกมา ดังนี้
“เพราะไม่ได้รู้จักกับคนที่ลงสมัคร จึงไม่ไปเลือกตั้ง”
“เพราะไม่ได้เห็นการประชาสัมพันธ์เชิญชวน จึงไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยกำลังจัดการเลือกตั้ง รู้อีกทีเย็นวันเลือกตั้ง”
“เพราะไม่ได้รู้สึกว่ามีส่วนได้ส่วนเสียในมหาวิทยาลัย เข้ามหาลัยฯมาก็มีหน้าที่เรียน ไม่ได้เห็นถึงความสำคัญ”
“มีความไม่ไว้วางใจในตัวผู้สมัครจากคณะบริหารธุรกิจฯ เนื่องจากบริหารงานล้มเหลวหลายครั้งหลายสมัย”
“กลุ่มผู้สมัครนั้นหาเสียงในเชิงนามธรรมมากกว่ารูปธรรม เป็นคนเดิมๆในชุดบริหารชุดก่อน ผลงานก็คงเช่นเดิม”
โดยถึงแม้จะมีเหตุผลหลากหลายมุมมองและหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะในกรณี ของการที่นิสิตไม่ได้รับทราบถึงกิจกรรมการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น หรือกรณีความไม่ไว้วางใจในตัวผู้สมัครและพรรคพวก กระนั้นผลสะท้อนที่สำคัญที่สุดนั้นจากการเลือกตั้งทั้งสองครั้งคือการที่นิสิตไม่ได้ออกไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งของตน ซึ่งผลสะท้อนนี้อาจเกิดการอนุมานจากผู้อ่านได้ว่า นี่คือสัญญาณการไม่รับรองโดยนัย หรือเป็นอารยะขัดขืนจากนิสิตก็เป็นได้ ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอยืนกรานว่า
“การออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนั้นคือหน้าที่ของประชาชนที่อยู่ในสังคมนั้นๆ”
ซึ่งในที่นี้ก็คือนิสิตและมหาวิทยาลัย ฉะนั้นเมื่อนิสิตอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัย มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินไปของมหาวิทยาลัย ก็ควรยิ่งที่นิสิตที่เป็นประชาชนในสังคมมหาวิทยาลัยที่จะออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงของตนเช่นกัน หากไม่ไว้วางใจในตัวผู้สมัคร ก็ลงคะแนนไม่รับรอง หากเห็นควรไว้วางใจ ก็ลงคะแนนรับรองเท่านั้น การบอกเหตุผลเบื้องต้นว่าเป็นอารยะขัดขืนหรือการไม่รับรองโดยนัย ถือเป็นการแก้ตัวน้ำขุ่นๆเท่านั้น นี่เองจึงเป็นการยืนยันอีกครั้งว่านิสิตอันเป็นภาพสะท้อนของประชาชนในสังคมนั้น ยังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในการระบบการเมืองอย่างถูกต้อง เน้นย้ำว่านี่เองคือเหตุผลที่ผู้เขียนได้จำแนกสังคมไทย และนิสิตมหาวิทยาลัยใจกลางอโศกว่าเป็นเพียงประชาชนที่มีสังคมวัฒนธรรมแบบแบบไพร่ฟ้าผสมมีส่วนร่วมเท่านั้น ยังไม่สามารถที่จะก้าวข้ามผ่านไปสู่สังคมแบบที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม (Participant political culture) อย่างสมบูรณ์ได้ ฉะนั้นจึงสามารถสะท้อนขึ้นไปอีกได้ว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยแบบ “กำลังพัฒนา” เช่นกัน ถึงแม้ว่าในอดีตนั้น มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะมีอธิการบดีของมหาวิทยาลัย ดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานสมาคมอธิการบดีโลก หรือ International Association of University Presidents — IAUP ในปี พุทธศักราช 2527–2530 ก็ตามแสดงถึงความถดถอยของทั้งคุณภาพมหาวิทยาลัยและนิสิตในคันฉ่องที่กำลังถือส่องชัดเเจ้งว่า
จากพัฒนาแล้ว กลายเป็น “กำลังพัฒนา” เป็นอย่างดี
โดยผู้เขียนไม่ได้นิ่งนอนใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ขอน้อมเสนอให้ทางมหาวิทยาลัย นิสิต และกกต. ได้พิจารณาร่วมกัน ผู้เขียนมองว่า หากนิสิตและผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่สามารถที่จะเข้าอกเข้าใจถึงหลักการประชาธิปไตย ได้นั้น ก็ควรยิ่งที่จะน้อมนำโอวาทของ ศ.ดร. สาโรช บัวศรี ปูชนียบุคคลสำคัญผู้มีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัย อันมีความว่า
“ถ้าประเทศประสงค์จะปกครองแบบประชาธิปไตย ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสอนเรื่องประชาธิปไตย”
นำมาปรับใช้ในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง หากมหาวิทยาลัยและนิสิตไม่สามารถจะเข้าใจและปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตยได้ มหาวิทยาลัยก็จะกลายเป็นเพียงห้องเรียนหรือสถานที่ ที่มีคนมาสอนคน มิอาจจะเป็นสถาบันที่หล่อหลอมความเป็นบัณฑิต ที่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะออกไปรับใช้สังคมได้ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยดั้งเดิมโดยทั้งมหาวิทยาลัย นิสิต องค์การนิสิตต่าง และหน่วยงานต่างๆ จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดีขึ้นในมหาวิทยาลัย โดยจะต้องตระหนักรู้ถึงความจำเป็นและความเร่งด่วนของวาระนี้ รวมไปถึงการปลูกจิตสำนึกหน้าที่พลเมืองขั้นพื้นฐานที่รับผิดชอบต่อสังคม ก่อนจะออกไปทำงานรับใช้สังคม หากยังนิ่งนอนใจนั้น มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็รังแต่จะมีแต่ความเสื่อมถอยทั้งด้านคุณภาพและชื่อเสียงต่อไปเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยที่นิสิตและผู้บริหารขาดความรับผิดชอบและไม่มีจิตสำนึกด้านประชาธิปไตย ย่อมจะมีแต่คนครหานินทา และสูญเสียศรัทธาความน่าเชื่อถือ อับอายเสื่อมเสียทั้งมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร และแม้กระทั่งตัวนิสิตเอง ผลนั้นก็จะมีแต่เสียกับเสีย
ท้ายนี้ผู้เขียนอยากเห็นทุกภาคทุกฝ่ายของมหาวิทยาลัย ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สัมฤทธิ์ผล พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของประชาชนในสังคมที่อยู่ในหลักการประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานเพื่อองค์กรและสังคมของตนอย่างมีประสิทธิภาพ รู้จักสิทธิหน้าที่ของตนเอง และออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของตน ก่อนที่การเลือกตั้งซ่อมและคำครหาและความเสียหายอื่นๆต่อไปในอนาคตนั้น จะเกิดขึ้นอีก และเพื่อพิสูจน์ว่ามหาวิทยาลัยใจกลางอโศกแห่งนี้ ยังคงเป็นเบ้าหลอมบัณฑิตผู้พร้อมรับใช้สังคมตามปณิธานดั้งเดิมอย่างแท้จริง
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่อ่านจนจบ ขอให้ท่านมีแต่ความสุขสวัสดีสืบไป
อนึ่ง ผู้เขียนเริ่มเขียนบทความนี้ ณ เวลา 23.00 น. ของวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 จนถึงเวลา 00.00 น. ของวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เหตุการณ์ในอนาคตอันจะขึ้นนับจากนี้ ผู้เขียนย่อมมิทราบได้
메타데이터
- post_id
- 7ddaecccee23
- slug
- พิศคันฉ่องส่องประพฤติการณ์-ว่าด้วยมหาวิทยาลัยใจกลางอโศกกับวัฒนธรรมการเมืองไทย-7ddaecccee23
- url
- https://medium.com/@crocodilerock48/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-7ddaecccee23
- canonical_url
- https://medium.com/@crocodilerock48/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-7ddaecccee23
- author_url
- https://medium.com/@crocodilerock48
- status
- ok
- fetched_at
- 2026-07-21 01:00:30