JPT Nō6 Day4.Sapporo Snow Festival 2024
Sapporo, Hokkaido (6/2/2024)
JPT Nō6 Day4.Sapporo Snow Festival 2024
Sapporo, Hokkaido (6/2/2024)

เหมือนเป็นจุดแสดงงานที่เป็นสัญลักษณ์ของปีนี้นะ
เช้านี้เราทำการเช็คเอาท์ออกจากที่พักกันแต่เช้าโดยทำการคืนกุญแจไว้ที่เคาน์เตอร์และขนกระเป๋าออกจากที่พักกันเพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นรถไฟที่สถานีโตเกียวเวลาประมาณ 8 โมงครึ่ง สภาพของโตเกียวเช้านี้หลังจากพายุหิมะถล่มเมื่อคืนเศษซากของหิมะยังคงกองอยู่มากมายเต็มถนนแสดงให้เห็นว่าเมื่อคืนนั้นหิมตกหนักจริงๆ การลากกระเป๋าไปยังสถานีรถไฟใต้ดินเป็นไปด้วยความยากลำบาก สังเกตุผู้คนที่ตื่นไปทำงานเช้านี้ก็ดูประสบปัญหาแบบเดียวกับเราเช่นกัน กว่าจะเดินไปถึงทางลงสถานีรถไฟใต้ดินได้ก็ต้องลากกระเป๋าผ่านกองหิมะที่ตกลงมามากมายเมื่อคืน อย่างที่เขาว่าหิมะตกที่โตเกียวคือภัยพิบัติไม่ใช่ความสวยงาม (อาจจะสยงามในมุมของนักท่องเที่ยวที่เห็นเพราะมาแล้วก็ไปไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แบบคนโตเกียว) เมื่อคืนข่าวในเพจต่างๆ ของญี่ปุ่นที่เป็นภาษาไทยพากันรายงานปัญหาต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวและชาวเมืองรอบๆ โตเกียวประสบปัญหา อย่างเช่นรถไฟต้องหยุดวิ่งเนื่องจากต้นไม้ล้มขวางทางรถไฟทำให้ต้องนอนบนรถไฟกันจนกว่าจะเคลียร์ทางเสร็จ เราโชคดีที่กลับจากกาล่ายูซาว่าได้แบบปลอดภัยไม่ติดปัญหาการเดินทางด้วยรถไฟซึ่งถือว่าโชคดีมากๆ

ผู้ประสบภัย 2 คน กำลังเดินลากกระเป๋าท่ามกลางหิมะที่กำลังละลาย
สถานีรถไฟโตเกียวเช้านี้เป็นเช้าวันทำงานหลังพายุหิมะถล่มแต่ผู้คนก็ยังคงต้องดำเนินชีวิตกันต่อไป ส่วนนักท่องเที่ยวอย่างเราก็ต้องเดินทางกันต่อไปเช่นกัน เราจัดการเรื่องตั๋วเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวันก่อน โดยการเดินทางไปซัปโปโรวันนี้ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 8 ชั่วโมง (OMG O_O) โดยการนั่งรถไฟชินคันเซน จากสถานีโตเกียวไปลงที่สถานีชินฮาโคดาเตะโฮคุโตะ เป็นขบวนรถด่วนของ JR EAST ชื่อขบวนไฮยาบูสะ (Hiyabusa) ซึ่งเป็นการนั่งรถไฟขบวนนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เคยมาเที่ยวญี่ปุ่นเลย (ปกติจะนั่งแต่ฮิคาริของเส้นโทไคโด) จากนั้นเรามีเวลาประมาณ 15 นาทีเพื่อจะต่อรถไฟขบวน local ที่เป็นรถไฟจากสถานีรถไฟชินฮาโคดาเตะไปยังสถานีซัปโปโรใช้เวลาประมาณอีก 4 ชั่วโมง ซึ่งจริงๆแล้วระยะทางไม่ไกลเท่าช่วงแรกแต่รถไฟไม่สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วเท่าชินคันเซน รถไฟช่วงแรกมีการวิ่งผ่านอุโมงค์ใต้ทะเลจากอาโอโมริมาโผล่ขึ้นที่เกาะฮอกไกโดระยะทางประมาณ 25 ถึง 30 กิโล

แก็งค์ผู้เฒ่ากำลังจะไปเที่ยวฮอกไกโดกัน
เราซื้อข้าวกล่องขึ้นไปกินบนรถไฟเหมือนเดิมและต้องนั่งแก่วอยู่บนขบวนรถไฟต่อไปอีก 4 ชั่วโมง โดยสิ่งที่คั่นเวลาได้นั้นก็เป็นการเล่นโซเชียลไปเพราะเน็ตสัญญาณดีน้าทอมก็อัพโซเชียลรัวๆ ช่วงไหนเบื่อๆ ก็ชวนน้าทำลุกขึ้นมาเดินยืดเส้นยืดสายที่ประตูของตู้โดยสารซึ่งขบวนรถไฟเช้านี้มีผู้โดยสารไม่หนาแน่นมากนัก (ส่วนโนบิก็นั่งทำงาน online สบายๆ ไป เท่จริงๆ) บรรยากาศสองข้างทางจากสถานีโตเกียวผ่านเส้นทางของภูมิภาคโทโฮคุช่วงนี้มีแต่หิมะขาวโพนไปหมดเป็นบรรยากาศที่สวยงามมากๆ รถไฟจอดเพียงไม่กี่สถานีก็มาถึงอาโอโมริใกล้จุดที่จะลงอุโมงค์ลอดใต้ทะเลไปขึ้นฝั่งเกาะฮอกไกโดแล้ว ช่วงที่รถรถไฟรอดอุโมงค์ใต้ทะเลจะไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตแต่ก็กินเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็มาโผล่ที่เกาะฮอกไกโดใกล้กับจังหวัดฮาโกเตะแล้ว

ทิวทัศน์ระหว่างการเดินทางงดงามมากนะ
ไม่นานรถไฟก็มาถึงสถานีชินทาโคนาเตะโฮคุโตะหลังจากลงจากขบวนรถไฟแล้วเรามีเวลา 15 นาทีเพื่อมาหาข้าวกลางวันที่ร้านขายของที่ระลึกก็เป็นข้าวกล่องเหมือนเดิมมีให้เลือกอยู่ประมาณสามสี่ อย่าง ผมเลือกได้ขนมเค้กท้องถิ่นของฮาโกดาเตะมากล่องนึง เหมือนเป็นของฝากที่นิยมซื้อฝากเมื่อมีคนมาเที่ยวจังหวัด ทาโกะดาเตะ เมื่อได้เวลาแล้วขึ้นรถไฟขบวนโฮคุโตะซึ่งเป็นขบวนรถไฟของเจอาร์อีสที่วิ่งระหว่างฮาโกดาเตะกับซัปโปโรเป็นรถไฟชนิดรถด่วนจอดไม่กี่สถานี แต่ความเร็วนั้นไม่มากเพราะเส้นทางรถไฟที่ต้องวิ่งเลาะไปตามชายฝั่งทะเลเนื่องจากเกาะฮอกไกโดมีแต่เขาเส้นทางรถไฟสายนี้ไม่ได้รอดอุโมงค์เป็นเส้นตรงไปยังซัปโปโรแต่จะใช้วิธีเลาะไปตามชายหาดมากกว่าเลยทำให้ทิวทัศน์ระหว่างทางที่รถไฟวิ่งผ่านนั้นสวยงามมากๆ จากทิวทัศน์ที่ในชีวิตนี้ไม่เคยพบมาก่อน คือภูมิประเทศที่เห็นคือทะเลที่มีชายหาดถัดจากชายหาดก็เป็นหิมะขาวโคลไปหมดรถไฟวิ่งเรียบไปเรื่อยๆแต่ ไม่สามารถลงไปยังบริเวณที่เห็นได้ทำให้เรามองได้เพียงแค่สายตาผ่านหน้าต่างรถไฟเท่านั้นกว่าจะถึงสถานีที่สามารถลงไปได้ภาพทิวทัศน์แบบนั้นก็หายไปแล้ว

ภูเขานี้สวยแต่หาจังหวะถ่ายรูปยากจริง
เรานั่งรถไฟกันอย่างทรหดมากมากกว่านั่งเครื่องบินเสียอีกยังดีที่รถไฟเราสามารถขยับยึดเส้นเส้นได้สะดวกกว่าเท่านั้นเอง สุดท้ายรถไฟก็มาถึงยังสถานีเซนทรัลซัปโปโรประมาณ 4 โมงเย็น ที่พักของเราวันนี้เป็นโรงแรมอยู่เลยย่านซูซูกิโนะ ไปนิดหน่อยชื่อโรงแรม APA Hotel Sapporo Susukino Eki Nishi โดยเราจองที่พักไว้สามคืนเป็นห้องขนาดสี่คนนอนแต่พวกเรานอนกันเพียงสามคนเท่านั้น การเดินทางจากสถานีซัปโปโรมายังโรงแรมสามารถทำได้โดยการขึ้นรถไฟใต้ดินมา 2 ป้ายจากสถานีซัปโปโรมาลงที่สถานีซูซูกิโนะ ซึ่งเป็นย่านดาวน์ทาวน์ของซัปโปโรเทียบได้กับย่านชิบูย่าชินจุกุหรืออุเอโนะที่โตเกียวนั่นแหละ วันที่เราเดินทางมาถึงซัปโปโรนั้นเป็นวันอังคารช่วงเย็นผู้คนบนรถไฟใต้ดินนั้นเยอะพอๆ กับโตเกียวเลยทีเดียว เมื่อรถไฟมาถึงสถานีซูซูกิโนพอเราขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินสิ่งแรกที่เราเจอและได้สัมผัสก็คือหิมะทั้งนั้นหิมะเต็มไปทั้งเมือง บริเวณที่เราโผล่ขึ้นมาคือแลนด์มาร์กของย่านซูซูกินกถือป้ายวิสกี้ชื่อดังชื่อว่า Nikka นั่นเอง ยืนถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อยก็พากันเดินต่อไปยังโรงแรมกัน

NIKKA ก็เปรียบได้ดั่ง glico ของโอซาก้านั่นแหละ
จากจุดนั้นเราเดินตรงมาอีกประมาณ 150 เมตรก็จะจะถึงสี่แยกที่รถรางเลี้ยวไปทางซ้ายมือโรงแรมเราตั้งอยู่ตรงหัวมุมพอดีข้างๆ โรงแรมมีเซเว่นอีเลฟเว่นอยู่ด้วยสะดวกสุด ผมทำการเช็คอินเรียบร้อยก็พากันขึ้นไปยังห้องที่อยู่บนชั้นสามเมื่อเปิดเข้าไปก็พบว่าเป็นห้องที่กว้างใหญ่ถูกใจเราเป็นที่สุดมีเตียงอยู่ทั้งหมดสี่เตียงแต่พวกเรานอนกันสามคนเท่านั้น มีโต๊ะเอาไว้นั่งเล่นอยู่ตรงริมด้านหน้าต่างและมีทีวีอยู่ตรงกลางห้องหนึ่งเครื่อง สิ่งที่โนบิเหมือนจะภูมิใจแนะนำมากบอกว่าโรงแรมแบบนี้เค้าจะมีเมนูในทีวีที่ดูหนังเอวีได้ฟรีๆ และโนบิก็เปิดให้ดูว่ามีจริงๆ มันก็มีจริงๆ นั่นแหละ สมัยก่อนที่เคยมาพักที่โตเกียวตามโรงแรมก็จะมีบริการแบบนี้เหมือนกันแต่ต้องซื้อการ์ดเติมเงินถึงจะดูได้ นี่คงเป็นบริการเสริมเรียกลูกค้าของโรงแรมสมัยนี้มั้ง

เนื้อย่างเจงกิสข่านอร่อยจริงๆ
พวกเราไม่รีบร้อนที่จะออกไปข้างนอกเลยพากันนอนพักผ่อนรอให้ฟ้ามืดโนิเสิร์ชหาร้านอาหารเพื่อจะไปกินเป็นอาหารเย็นกันวันนี้ ส่วนผมกับน้าทอมก็นอนเล่นรอเวลาอาหารเย็นกัน โดยโนบิแนะนำว่าเมื่อใครมาเที่ยวฮอกไกโดต้องกินเนื้อย่างเจงกิสข่านเท่านั้นถึงจะถือว่ามาถึงฮอกไกโด ได้ยินครั้งแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเนื้อเจงกิซข่านมันคืออะไร โนบิ search เจอร้านใกล้ๆ โรงแรมอยู่ร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้าน Original ก็เลยตกลงว่าจะไปกินกัน ลืมบอกไปว่าอากาศที่ฮอกไกโดที่เราสัมผัสวันนี้อุณหภูมิอยุ่ที่ -6 องศาเมื่อตอนที่เรามาถึงและคาดว่าคืนนี้จะติดลบถึง 9 องศาในตอนใกล้เที่ยงคืน ซึ่งถูกใจน้าทอมมาก เพราะเป็นผู้ที่โหยหาอากาศหนาวเป็นที่สุด แต่การมาเที่ยวญี่ปุ่นในหน้าหนาวครั้งนี้ของผมได้เตรียมตัวเรื่องเครื่องกันหนาวมาอย่างดีโดยเสื้อกันหนาวตัวที่ถูกใจที่สุดที่ซื้อมาเล่นสกีจากดีแคทลอนเป็นเสื้อกันหนาวที่ให้ความอบอุ่นดีมากๆจนไม่รู้สึกถึงความหนาวเลยนอกจากมือที่ถ้าไม่ใส่ถุงมือเอาล้วงลงไปในกระเป๋าก็ยังอบอุ่น ถ้าจะให้แนะนำเสื้อกันหนาวราคาถูกและดีซักหนึ่งตัวเสื้อตัวนี้ของเขาดี จริงๆ ถึงจะไม่ใช่เสื้อขนห่านที่ราคาสูงมากอย่างแบรนด์ Montbell ที่ทำให้เสื้อมีน้ำหนักเบาและเก็บง่ายไม่กินพื้นที่ เป็นเพียงเสื้อกันหนาวที่ปุนวมเรื่องความอบอุ่นนั้นไม่แพ้เสื้อคนห่านข้อเสียมีเพียงแค่มันหนาเทอะทะเพราะนวมมันบีบอัดไม่ได้ดีเท่าขนห่านนั่นเอง แต่เสื้อตัวนี้ก็ออกแบบได้ดีพอสมควรไปใหญ่โตจนรับไม่ได้ใส่แล้วยังดูเข้ารูปที่สำคัญคือมันกันน้ำกันลม 100% ใส่เล่นสกีได้เลยไม่ต้องมี hardshell ใส่ด้านนอกอีกตัว และนี่คือเสื้อกันหนาวยี่ห้อเยดเข้ (ตามที่โนบิชอบเรียก) เอ้ย Wadze ของ Decathlon นั่นเอง ราคาถูกและดีเกินคุณภาพจริงๆ แนะนำๆ

สุกแล้วๆ
พวกเราออกที่พักประมาณ 6 โมงกว่า ซึ่งขณะนี้ก็มืดลงแล้วอากาศก็หนาวเข้าไปอีก ปัญหาของเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่กับหิมะอีกอย่างก็คือความลื่นของถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเวลาหิมะแข็งตัวจะทำให้การเดินนั้นลื่นมากๆ เหมือนเราเดินบนน้ำแข็งนั่นแหละถ้ารองเท้าดอกไม่ดีมันก็จะทำให้เราลื่นมากตอนเดินต้องระวังตัวกันสุดๆ ในทริปของเรามีน้าทอมคนเดียวเป็นคนที่ใส่รองเท้าที่ดอกไม่ดีที่สุดเนื่องจากเป็นรองเท้าวิ่งของไนกี้ไม่ใช่เป็นรองเท้าเดินป่าหรือเดินหิมะเหมือนผมกับโนบิทำให้เดินลำบากขึ้นพอสมควร อีกอย่างที่รู้สึกว่าซื้อมาแล้วคุ้มค่ามากๆ ก็คือรองเท้าเดินป่าของดีแคทลอนคู่ที่ซื้อมาและก็เอามาเที่ยวครั้งนี้เป็นครั้งแรกดอกของรองเท้านั้นเกาะพื้นดีมากถึงจะไม่ดีที่สุดก็ตาม แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าสุดสุดก็คือรองเท้านั้นกันน้ำ 100% บวกกับถุงเท้าขนแกะที่ซื้อมาคู่ละ 60 บาทใส่คู่กันแล้วทำให้รู้สึกอุ่นมากๆ โดยที่ไม่รู้สึกหนาวที่เท้าเลยการที่เท้าไม่หนาวนั้นเป็นความสุขที่สุดแล้วในการมาเที่ยวเมืองหนาวแบบนี้เพราะยังจำได้ถึงตอนที่มาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกและใส่รองเท้าวิ่ง Trail มาตอนนั้นทรมานมากเนื่องจากมันไม่กันน้ำและเก็บความอุ่นเลย ถุงเท้าก็เป็นแบบธรรมดาช่วยไม่ได้มันทรมานตีนมาก ทำให้หมดสนุกเลย

ป้ายโฆษณาแบบฉายลงบนฟุตบาท มาคราวนี้มีให้เห็นหลายที่เลย
น้าบิเป็นคนจัดการเรื่อง พิกัดร้านว่าอยู่ตรงไหนซึ่งก็ไม่ไกลจากโรงแรมที่เราพักมากนัก เดินตรงไปทางเซเว่นแล้วเลี้ยวซ้ายไปทางย่านซูซูกิเลี้ยวขวาอีกทีนึงก็จะไปถึงอาคารหนึ่งระยะทางจากโรงแรมมาประมาณ ซัก 500 เมตรได้ เดินตาม Google Maps บอกมาครั้งแรกเราเลยทางเข้าร้านไป เนื่องจากว่าร้านอยู่ด้านในอาคารทำให้ Google Maps ชี้ได้ไม่แม่นนัก โนบิต้องเดินย้อนกลับมาแล้วลองดูรอบโดยอาศัย Google Maps อีกทีก็เพราะว่าต้องเดินเข้าไปข้างในอาคารร้านจะตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งเลยสุดทางเดินมีป้ายชัดเจน ตอนที่เราเข้าไปนั้นมีคิวรออยู่ประมาณสองคิวพนักงานเรียกเราเข้าไปนั่งรอคิวในร้านโดยให้ถอดแจ็คเก็ตกันหนาวแขวนไว้ที่ตู้เพื่อป้องกันกลิ่น

แสงและเงา
จากที่สังเกตด้วยสายตาร้านเป็นลักษณะของเคาน์เตอร์รูปตัวยูมีที่นั่งประมาณ 15 ที่ได้ โดยมีพนักงานให้บริการอยู่ตรงกลาง ลูกค้าที่เหมาะกับการเข้ามาใช้บริการคือลูกค้าหนึ่งคนและสองคนเพราะว่าการตั้งเตาจะสะดวกมากกว่า ส่วนถ้าเป็นลูกค้าที่มามากกว่าสองคนเป็นสามคนแบบเราอันนี้จะยากขึ้นเพราะว่าตำแหน่งในการวางเตาจะต้องเลือกที่นั่งให้เหมาะซึ่งเรื่องนี้พนักงานที่ร้านจะเป็นคนกำหนดให้เราเอง เรารอคิวอยู่ประมาณไม่ถึง 10 นาทีก็ได้ที่นั่งตรงหัวมุมทางด้านขวามือของร้านซึ่งตำแหน่งเตาก็จะวางอยู่ตรงกลางพอดีลักษณะของร้านเนื้อย่างเจงกิสข่านเตานั้นจะเป็นรูปโค้งเหมือนหลังเต่าคล้ายๆ เตาหมูกระทะบ้านเราจะไม่เป็นลักษณะที่เป็นตะแกรงเหมือนร้านยากินิกุ โดยพนักงานจะวางก้อนไขมันไว้ด้านบนเหมือนร้านหมูกะทะไม่มีผิดและด้านรอบนอกของกระทะเค้าจะเป็นร่อง ถ้าเป็นเตาหมูกระทะเราก็จะใส่น้ำซุปไว้และเอาผักใส่ลงไปเพื่อกินคู่กับเนื้อที่ย่างเสร็จ แต่เตานี้เค้าจะเอาหัวหอมใส่ไว้ที่รอบนอกของเตาน่าจะมีเหตุผลบางอย่างนอกจากให้เราเอาไปกินได้น่าจะมีเหตุผลเรื่องควัน หรืออะไรซักอย่างแน่ๆ

น้องน่ารัก & ทอม ราฟา
เมนูในร้านมีให้เลือกไม่มากหลักๆ คือมีเมนูเนื้อให้เลือกหนึ่งเซตจะเป็นเนื้อแกะที่หั่นแบบหนาๆ หน่อยไม่บางเหมือนเนื้อตามร้านเนื้อย่างที่เป็นเนื้อสไลด์เพราะร้านนี้เค้าหันด้วยมือคน แต่ไม่เป็นปัญหาถึงเนื้อจะมีความหนาแต่เมื่อย่างสุกแล้วก็นุ่มอร่อยมี Texture เคี้ยวมันบวกกับน้ำจิ้มที่เป็นลักษณะน้ำจิ้มเนื้อย่างก็คล้ายๆ ร้านเนื้อย่างทั่วไปนะเพิ่มพริกป่นลงไปได้ถ้าชอบเผ็ดเข้าปากแล้วฟินมาก เมนูอื่นๆที่ให้เลือกประกอบเพื่อมากินคู่กับเนื้อเนื้อก็จะเป็นพวกผักจะมีอยู่สามอย่าง ให้เราเลือกคือหนึ่งเป็นเห็ดสองเป็นถั่วงอกสามเป็นหน่อไม้ฝรั่งผมเลือกหน่อไม้ฝรั่งเป็นอันดับแรกอย่างนูอื่นที่ให้เลือกก็จะมี ข้าวก็มีให้เลือกอีกสามอย่างคือข้าวแมวข้าวคลุกกิมจิแล้วก็ข้าวเปล่า เราเลยสั่งข้าวเปล่าสามถ้วยอ้อแล้วยังมีกิมจิให้เราเลือกมากินเป็นเครื่องเคียงด้วยผมเลือกกิมจิมาลิงชิมดูหน่อย ปรากฏว่ากิมจิรสชาติดีชอบมาก ระหว่างนั่งกินอยู่ก็สังเกตุฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ ไปทางซ้ายจะเป็นนักท่องเที่ยวเมกันมากะครอบครัวมีเด็กด้วยกำลังนั่งกินกันอยู่ ก็เห็นมีพวกหนุ่มกลุ่มใหม่เข้ามานั่งเป็นแถวยาวตรงทางเข้า พอเมกันหัวล้านเห็นเสื้อยืดที่ไอ้หนุ่มคนหนึ่งใส่ก็เริ่มส่งเสียงทักทาย สรุปได้ว่าเป็คนเมกันเหมือนกันมาจากคนละรัฐ ก็เลยต่างคนต่างอวยกันใหญ่ (ไม่มีไรแค่เกลียดพวกเมกันแค่นั้นแหละเลยขอบ่นไว้หน่อย ^.^)

โดราเอมอน version ไหนเนีย
เมื่อพนักงานเอาเนื้อมาเสิร์ฟให้เราทั้งสามคนคนละจาน เราก็จัดการย่างเนื้อบนเตาทันทีเนื้อนั้นไม่หนามากย่างแค่ไม่ถึงนาทีมันก็สุกแล้วจิ้มลงไปในน้ำจิ้มและเอาเข้าปากมันอร่อยจริงๆ ลักษณะของเนื้อแกะที่ย่างมันต่างกับเนื้อสไลด์ของร้าน เนื้อย่างของญี่ปุ่นนะ ลักษณะมันจะคล้ายๆเนื้อย่างที่เคยกินที่นิเซโกะตอนไปถึงวันแรกที่คุณกล่องพาไปกินนั่นแหละ อันนั้นจะเป็นเนื้อแกะกับเนื้อม้าลักษณะจะคล้ายๆแบบนี้เลย เผลอไม่นานพวกเราก็ย่างกันจนเนื้อหมดจานแล้วอร่อยมากเลยจัดการสั่งเพิ่มอีกคนละจานบวกกับกินจิที่บอกว่าอร่อยผมก็จัดการสั่งเพิ่มมาอีกหนึ่งจาน แต่มันน้อยน้อยกินแป๊บเดียวก็หมด เราใช้เวลาอยู่ในร้านการประมาณ 1 ชั่วโมงทุกอย่างก็เรียบร้อยค่าเสียหายทั้งหมดตกคนละประมาณ 2700 เยนกว่ากว่าถือว่าไม่แพงเลยสำหรับเนื้อสองจานใหญ่ๆ ต่อคนฟินกันไป

บ้านหลังนี้อลังกาลดี
เราออกจากร้านมาตอนนั้นน่าจะประมาณสองทุ่มกว่าแล้ว เป้าหมายต่อไปของเราคืองานเทศกาลหิมะที่สวนโอโดริอากาศตอนนี้ก็หนาวเหลือเกินอุณหภูมิน่าจะติดลบซัก 6 องศาได้ ระยะทางจากร้านกลับไปโรงแรมประมาณ 500 เมตรและจากโรงแรมเดินไปยังสวนโอโดริที่เป็นสถานที่จัดงานผมดูจาก Google Maps มาแล้วถ้าเดินตรงไปอย่างเดียวประมาณซัก ไม่เกิน 1 กิโลเมตรช่วงที่เราเดินไปหิมะก็เริ่มตกลงมาโปรยปรายทำให้โนบิพาเราเลี้ยวซ้ายหลบเข้าไปในย่านการค้าที่มีหลังคาเพื่อการหลบหิมะไปในตัว ทำให้เราต้องเดินอ้อมไปทางซ้ายแล้วก็วนกลับมาทางขวามืออีกทีจึงเลยสถานที่จัดงานไปประมาณซัก 100 เมตรแต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะตอนนั้นหลายคนหนาวมือมากไม่ได้เตรียมถุงมือกันมา ผมกับน้าทอมก็เลยแวะเข้าไปในแฟมิลี่มาร์ท โนบิอยากเข้าห้องน้ำด้วยก็เลยเข้าไปด้วยกันหมด จากนั้นผมก็ไปเดินเลือกดูถุงทรายที่เอาไว้กำเพิ่มความอบอุ่นที่เคยใช้เมื่อตอนมาญี่ปุ่นครั้งแรก พอเดินไปดูที่ชั้นวางของมันก็มีอยู่หลายแบบ เลือกไม่ถูกว่าจะเอาแบบไหนดีสรุปน้าทอมก็เลยหยิบชนิดที่เราคิดว่ามันใช้กับมือเอาไปให้พนักงานดูและถามว่าอันนี้มันใช้แบบนี้ใช่ไหมคือทำท่าให้เค้าดูเค้าก็บอกว่าไม่ใช่ เลยเดินมาที่ชั้นวางของและหยิบงานให้เราดูว่าเป็นอันนี้ (ภาษามือมันก็สากลเสมอนะ) ผมเลยซื้อมาถุงใหญ่มีประมาณ 12 ชิ้นจัดการแกะออกมาแบ่งกันเอาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวขยี้ขยี้ซักประมาณ 5 นาทีมันก็เริ่มแสดงผลของปฏิกิริยาซึ่งมันอุ่นมากอุ่นจริงๆช่วยได้เยอะมาก

สีเจ็บๆ
จัดการเรื่องความหนาวได้เรียบร้อยทีนี้เราก็ไปกันต่อ เดินตรงไปและข้ามถนนมาทางซ้ายเพื่อไปยังบริเวณสวนโอโดริที่เป็นสถานที่จัดงาน ตอนนั้นเป็นตอนกลางคืนทำให้เราไม่มั่นใจว่าจุดไหนเป็นทางด้านจุดเริ่มต้นและจุดไหนเป็นทางด้านท้ายงาน เราน่าจะเข้ามาอยู่ตรงกลางของงานพอดี เราก็เลยเลือกเดินตรงไปทางซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ซึ่งเรามารู้ที่หลังว่าทางนั้นเป็นจุดเริ่มต้นคือจุดที่หนึ่งงานจะมีจุดแสดงประติมากรรมน้ำแข็งและหิมะแกะสลักรวมถึงกิจกรรมอื่นๆอยู่ประมาณ 11 จุด (อันนี้เรามารู้ตอนเช้าอีกวันนึง ) เราเดินผ่านร้านขายของที่ระลึกผมเลือกซื้อมาหนึ่งอันที่เป็น magnet ติดตู้เย็นของโลโก้ของงานประจำปี 2024 นี้สวยดี ราคาประมาณ 300 เยน หลังจากนั้นก็เดินไปยังจุดแสดงประติมากรรมอันแรกที่เราเจอน่าจะเป็นลักษณะของอาคารอะไรซักอย่างที่จะมีแสงสีตอนกลางคืนส่องและจะเปิดเป็นช่วงให้ผู้คนเข้ามาถ่ายภาพและชม lightup กัน จากที่เดินดูรูปแกะสลักหิมะหลายจุดจะเป็นรูปมาจากอนิเมะชื่อดังเกือบทั้งนั้นซึ่งบางจุดก็รู้จักบางจุดเราก็ไม่รู้ว่ามาจากเรื่องอะไร มันแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอนิเมะมากๆ

ข้าวกล่องวันนี้
เดินผ่านร้านขายของที่ระลึกอีกอันนึงน้องคนขายน่ารักเลยขอถ่ายรูปกับน้องเขา (น้าทอมบลูลี่หาว่าน้องเขาไม่น่ารักอีกผมว่าเขาก็น่ารักดีออก) แต่ไม่ได้ซื้อสินค้าอะไรเกรงใจน้องอยู่เหมือนกัน เราเดินกันไปได้ประมาณสองสามบล็อกก็เริ่มทนไม่ไหวแล้วเพราะว่ามันหนาวเลยตกลงใจกันว่าพรุ่งนี้ค่อยมาดูใหม่และพากันเดินกลับโรงแรมโดยคราวนี้เราเดินตรงจากเส้นทางที่ผมเคยดูจาก Google ไว้ไม่นานก็มาถึงโรงแรม หลังจากกลับขึ้นไปบนห้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้านอนเล่นมือถืออัพโซเชียลกันอย่างสบายเรียบร้อยชิลๆ น้าทอมก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าอยากทำชาเลนจ์โดยการใส่ชุดยูกาตะของโรงแรมและลงไปยืนแก้ผ้ากลางหิมะด้านนอกท้าความหนาวที่อุณหภูมิ -9 องศาตอนเวลาประมาณห้าทุ่มเพื่อแสดงพลังให้สาวกเคารพยำเกรงในความแข็งแกร่งของ Tom Rapha โดยผมต้องเป็นคนลงไปถ่ายคลิปให้ ผมนึกสนุกก็เลยเอาด้วยเมื่อน้าทอมพร้อมก็เปิดประตูและลงไปดำเนินการกันโดยโนบินอนอยู่บนห้องไม่ได้ตามลงไปด้วย (เหมือนทริปนี้โนบิมันดูเป็นผู้ใหญ่อยู่คนเดียว ส่วนผมกะน้าทอมเป็นเด็กไงไม่รู้ชอบและอยากทำอะไรแปลกๆ กัน ส่วนโนบิทำแต่งานอย่างเดียว)

ชานชลาสถานีชินฮาโกดาเตะโฮคุโตะ
อากาศในอาคารของตัวโรงแรมนั้นไม่ได้หนาวมากใส่ชุดยูกาตะก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก แต่เมื่อเราเปิดประตูออกไปนอกอาคารเท่านั้นแหละความหนาว -9 องศามันหนาวเสียดแทงเหลือเกินน้าทอมถึงต้องรีบปฏิบัติการให้เสร็จภายใน 1 นาทีไม่งั้นจะแข็งตายได้โดยระหว่างที่เราถ่ายคลิปเพื่อทำชาเลนจ์เราก็จะต้องเปิดโทรศัพท์มือถือและอวดอุณหภูมิว่าตอนนี้มัน -9 จริงๆ นะ ระหว่างนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชายหญิงชาวจีนมั้งเดินผ่านมาแล้วมองและทำแบบอมยิ้มอมยิ้มว่าไอ้สองคนนี้มันทำอะไรกัน เราทนกันอยู่ได้ประมาณ 1 นาทีก็ต้องรีบเข้าไปในโรงแรมเพราะว่ามันจะทนไม่ไหวแล้ว จริงๆ การได้มีโอกาสมาเที่ยวในสถานที่ที่หิมะมากมายขนาดนี้และความหนาวในระดับ -9 องศาบางครั้งมันก็น่าทำแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละเพราะว่าชีวิตนี้เราคงไม่ได้มีโอกาสอยู่ในสถานการณ์แบบนี้บ่อยนักหรืออาจจะไม่มีอีกแล้วตลอดชีวิต

เท่ๆ เลย
หลังจากนั้นก็กลับขึ้นไปยังห้องน้าทอมจัดการโพสต์วีรกรรมของตัวเองลงโซเชียลอวดสาวกทันที ได้ผลสาวกพากันมาชาบูกันเป็นการใหญ่ ก็ขำๆ ดี
การที่เราได้ทำอะไรเป็นเด็กๆ มันเป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ ในวัยที่ความเป็นผู้ใหญ่มันกลืนกินทุกอย่างไปหมดแล้ว ไม่เว้นแม้กระทั่งความสุขที่หาง่ายมากเมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็ก
อากาศในห้องของเราค่อนข้างร้อนอบอ้าวเพราะว่าฮีตเตอร์นั้นแรงมากแล้วก็ไม่มีโหมดแอร์คอนดิชั่นด้วย โนบิแนะนำวิธีการที่เคยใช้เมื่อตอนมาเที่ยวฮอกไกโดครั้งที่แล้วโดยการแง้มหน้าต่างไว้นิดหนึ่งเพื่อให้ความหนาวที่มีอยู่อย่างมากมายข้างนอกยิ่งกว่าแอร์คอนดิชั่นเป็นพันๆ ตัว ส่งความเย็นเข้ามาในห้องเล็กน้อยเพื่อชดเชยกับฮีตเตอร์ที่ร้อนอบอ้าวนั้น ได้ผลอากาศในห้องก็ค่อยๆ เย็นขึ้นอย่างสมดุลย์ทำให้นอนหลับได้อย่างสบายไม่รู้สึกหายใจไม่ออกเพราะว่าฮีตเตอร์ที่แรงมากๆ เป็นอีกคืนที่นอนหลับสบายบนเตียงอันหนานุ่มและอากาศอบอุ่น

จบไปอีกหนึ่งวันสำหรับ ครั้งแรกที่ซัปโปโร พรุ่งนี้เราไม่ได้มีแผนอะไรเร่งรีบสามารถตื่นสายได้หรือตื่นตามที่เราพอใจ จะมีก็เป็นช่วงบ่ายที่ตาง้วงกับเมียเดินทางมาถึงโดยเครื่องจะลงช่วง 11 โมงหรือไงนี่ นัดเจอที่สถานีรถไฟซัปโปโรเพื่อจะไปเที่ยวโอตารุกันในช่วงบ่ายๆ เย็นๆ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้า
Jiffy’s
つづく
메타데이터
- post_id
- 9515be6956a3
- slug
- jpt-nō6-sapporo-snow-festival-2024-9515be6956a3
- url
- https://medium.com/@jiffyvatchara/jpt-n%C5%8D6-sapporo-snow-festival-2024-9515be6956a3
- canonical_url
- https://medium.com/@jiffyvatchara/jpt-n%C5%8D6-sapporo-snow-festival-2024-9515be6956a3
- author_url
- https://medium.com/@jiffyvatchara
- status
- ok
- fetched_at
- 2026-06-28 04:42:08