← Back to list

หยวนไม่หยวน

การใช้งานเงินหยวนดิจิทัลนั้นน่าจะเป็นจริงได้ในเร็ววัน แต่ผลของมันจะเป็นอย่างไร มาทำความเข้าใจบทบาทและรายละเอียดที่สำคัญกันดีกว่า

บล็อกเชนปฏิวัติ in CryptoEx · 2021-07-17 04:53 · 26 claps · 2.9 min read
#dc-ep #digital-yuan #ดิจิทัลหยวน #belt-and-road-initiative #cbdc
Open on Medium ↗
Wiki topics: CRY · Crypto & Web3 🔧 · Data Engineering

หยวนไม่หยวน

การใช้งานเงินหยวนดิจิทัลนั้นน่าจะเป็นจริงได้ในเร็ววัน แต่ผลของมันจะเป็นอย่างไร มาทำความเข้าใจบทบาทและรายละเอียดที่สำคัญกันดีกว่า

  1. วัฒนธรรม mobile payment ในจีน

แอปพลิเคชั่นในจีนมีฟังก์ชั่นโอนจ่ายเงินมาสิบกว่าปีแล้ว และประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ใช้ mobile payment ในชีวิตประจำวัน แอปพลิเคชั่นที่คนใช้กันมากคือ WeChatPay และ AliPay และการโอนเงินก็อยู่ในแอป คือแอปที่ใช้เพื่อโซเชียล เพื่อซื้อขายของ เพื่อโฆษณา ก็โอนเงินซื้อหรือโอนเงินให้กันได้เลย โดยไม่ต้องออกมาใช้อีกแอปหนึ่งและที่สำคัญคือไม่ต้องผ่านธนาคาร

การใช้ mobile payment แพร่กระจายไปเร็วมาก เพราะต้นทุนต่ำ ทั้งฝ่ายโอนออกและฝ่ายรับโอนแทบไม่ต้องลงทุนอะไร นอกจากมีสมาร์ทโฟน ซึ่งทุกคนก็มีใช้กันเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่มีค่ารักษาบัญชีธนาคารหรือค่าธรรมเนียมบัตร QR code ใช้ง่าย ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม พ่อค้าแม่ขายที่ไหนๆ ก็ใช้ได้ แถมยังปลอดภัยกว่าเงินสด เพราะไม่ต้องกลัวโจรปล้น แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ยังทำหน้าที่ได้เหมือนธนาคารที่สามารถประเมินเครดิตและอนุมัติเงินกู้ได้ด้วย

ในขณะที่สังคมตะวันตก กระจายความสะดวกในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต ซึ่งมันก็อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าของธนาคารในการจ่ายเงินให้กับร้านค้าและกิจการต่างๆ เมื่อมีแอปในสมาร์ทโฟนแล้ว ก็อาจใช้สมาร์ทโฟนแทนตัวบัตรพลาสติก ในการแตะจ่าย หรือโอนจ่ายทางออนไลน์ อาจตั้งเงื่อนไขการชำระเงินซ้ำๆ เป็นรายเดือน หรือการผ่อนชำระ หรืออื่นๆ อีกมากมายแล้วแต่ฟีเจอร์ของบัตร แต่ผู้ค้าที่จะรับเงินผ่านช่องทางนี้ ก็ต้องยอมรับว่าจะต้องลงทุนในอุปกรณ์ เช่น Near-Field Communication (NFC) และยอมรับค่าธรรมเนียมที่ไม่น้อยเลย

ทางเลือกที่แตกต่าง ทำให้ผลออกมาต่างกัน ทางเลือกแบบจีน ทำให้ mobile payment แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และเป็นการเสริม digital literacy กลายๆ ในขณะที่ทางเลือกแบบตะวันตก ทำให้ธนาคารผูกขาดการโอนจ่ายทั้งหมด และจำกัดการเข้าถึงของกิจการขนาดเล็ก และผู้มีรายได้น้อยหรือไม่มีหลักแหล่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะในสังคมตะวันตก ธนาคารเป็นตัวแสดงทางการเมืองที่มีบทบาทหลักมาแสนนานและมีกฎหมายปกป้องคุ้มครอง ไม่ว่าเฟซบุ๊ก หรืออเมซอนจะมีความสามารถทางเทคนิคมากเพียงไร ก็ไม่อาจทำธุรกิจ non-bank payment อย่าง WeChat ได้ เพราะกฎหมายไม่เปิดช่อง

ในขณะที่ธนาคารชาติของจีน รับรู้ว่า mobile payment จะเป็นคู่แข่งของธนาคารพาณิชย์ แต่ก็ยอมให้ธุรกิจที่มีความพร้อมไปทำได้ เพราะเล็งเห็นผลว่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้คนทุกระดับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ตรงกับความต้องการของรัฐบาล เมื่อมี mobile payment ชาวบ้านในชนบทห่างไกลจึงเป็นผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าหรือรับโอนเงินจากญาติได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และประหยัด โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร ถึงวันนี้ การใช้แอปเพื่อโอนและชำระเงินจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเกือบทุกคนในประเทศจีน ทั้งยังติดตัวนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางออกนอกประเทศมาด้วย

2. DC/EP

Mobile payment ทั้งของจีนและตะวันตก ไม่ได้ทำให้ตัวสินทรัพย์เดินทางจากผู้โอนไปยังผู้รับโอนจริงๆ มันเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี สินทรัพย์จริงยังคงเป็นธนบัตรและเหรียญ เมื่อเรานำเงินไปฝากธนาคาร ธนบัตรและเหรียญก็อยู่ที่ธนาคารนั้น เราเพียงได้ตัวเลขในบัญชี เมื่อเราโอนเงินจากธนาคารเข้าไปในแอปพลิเคชั่นกระเป๋าเงิน มันก็ไปแต่ตัวเลข ในขณะที่ธนบัตรไม่ได้ไปด้วย เราเพียงมีหลักฐานว่าเกิดการโอนขึ้นจริง โดยที่หลักฐานนั้นระบุว่าใครโอนเงินไปให้ใครเมื่อไร

แต่การโอนเงินคริปโตนั้นต่างออกไป สินทรัพย์ตัวจริงเป็นคำสั่งดิจิทัล ไม่ใช่กระดาษ เมื่อมีการโอน ตัวสินทรัพย์จะออกจากกระเป๋าหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่ง ตัวเลขที่ขึ้นรายงานผล เป็นการรายผลของการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นจริง โดยผู้โอนและผู้รับโอนไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเจ้าของกระเป๋าเป็นใคร เช่นเดียวกับการใช้เงินสด หากเราใช้คริปโตเพื่อซื้อลูกชิ้น ผู้รับโอนจะไม่ทราบว่าลูกค้าที่มาซื้อของนั้นเป็นใคร มีบัญชีธนาคารหรือไม่ แต่คริปโตเข้ากระเป๋ามาแล้ว และจะไม่ออกไปไหนจนกว่าเจ้าของกระเป๋าซึ่งมีรหัสการเข้าถึงเป็นผู้สั่งจ่ายออกไป

เวลาเราพูดถึงสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency — CBDC) เรากำลังพูดถึงเงินคริปโต ไม่ใช่เงินแบบเดิมที่โอนผ่านระบบดิจิทัล แต่เมื่อออกโดยธนาคารกลาง มันก็จะทำหน้าที่เป็นเงินคริปโตที่มีกฎหมายรองรับ จากมุมมองของจีน มันจะเป็นเงินคริปโตที่ค่อยๆ เข้ามาแทน mobile payment เดิม เพื่อการใช้จ่าย การค้า การชำระหนี้ เป้าหมายหลักไม่ใช่เรื่องของการควบคุมเงินเฟ้อ การใช้เป็นทุนสำรอง หรือมาตรการทางการเงินอันซับซ้อน แต่เพื่อส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจ และจีนไม่ได้เรียกเงินดิจิทัลของตว่า CBDC แต่เรียกว่า Digital Currency/ Electronic Paymet — DC/EP

หลังจากศึกษาเตรียมการมาระยะหนึ่ง จีนได้ประกาศแนวทางการใช้ DC/EP ที่เราอาจเรียกว่าดิจิทัลหยวน แม้ภายนอก ดิจิทัลหยวนจะหน้าตาเหมือน mobile payment แต่เบื้องหลังมันจะมีสถาปัตยกรรมโครงสร้าง 3 ชั้น: หนึ่งเหรียญ สองฐาน สามศูนย์ — one coin, two repositories, three centers

หนึ่งเหรียญ — one coin หมายถึงมีดิจิทัลหยวนเพียงเหรียญเดียว ไม่มีเงินสกุลอื่น ทุกคนสามารถใช้งานได้ง่ายดายรวมทั้งการจ่าย-โอน ระหว่างอุปกรณ์โดยไม่จำเป็นต้องใช้ wifi หรือเครือข่ายใด เพราะตัวเหรียญเก็บไว้ในอุปกรณ์ ไม่ใช่ในธนาคาร

ในมุมมองของผู้ใช้งาน การใช้งานดิจิทัลหยวนน่าจะแพร่หลายโดยเร็วในหมู่ชาวจีนซึ่งคุ้นเคยกับ mobile payment อยู่แล้ว และค่าธรรมเนียมถูกกว่าการโอนด้วย mobile payment หลายเท่า แต่ขณะเดียวกัน WeChatPay และ AliPay ก็จะยังรักษาฐานลูกค้าธุรกิจเดิมๆ ได้อยู่ เนื่องจากผู้ค้าในแอปพลิเคชั่นมักมีเงื่อนไขผูกพันกับแอปที่ใช้จึงยังจำเป็นต้องใช้การชำระเงินช่องทางเดิม การทดแทน mobile payment จึงจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สองฐาน — two repositories หมายถึงมีฐานข้อมูลสองระดับ คือระดับธนาคารชาติ (People’s Bank of China — PBOC) และระดับธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของสมการ แทนที่จะถูกลดบทบาทออกไป นอกจากนั้น เพราะคนออกเหรียญให้ประชาชนคือธนาคารพาณิชย์และธนาคารชาติจะไม่รับผิดชอบ จึงทำให้ดิจิทัลหยวนไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง (และลดแรงจูงใจในการเก็บตุนเหรียญ)

ธนาคารชาติจะออกเหรียญโทเคนที่เข้ารหัส แล้วโอนเข้ากระเป๋าของธนาคารที่นำเงินหยวนมาขอแลก เมื่อธนาคารพาณิชย์นำกลับมาแลกคืนเป็นเงินหยวน ก็จะทำลายเหรียญนั้นทิ้ง ส่วนธนาคารพาณิชย์ก็นำดิจิทัลหยวนที่แลกมาจากธนาคารชาติ ไปให้ลูกค้าของธนาคารอีกที ปริมาณ M0 จึงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ธนาคารพาณิชย์จะต้องบริหารเงินทั้งสองรูปแบบให้ดี เพราะดิจิทัลหยวนใช้สำรองเงินกู้ไม่ได้ ธนาคารมีหน้าที่สำรองเงินหยวนไว้กับธนาคารชาติตามสัดส่วนของการปล่อยกู้ ดังนั้น แม้ดิจิทัลหยวนจะลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและส่งเสริมการค้า แต่การถือดิจิทัลหยวนไว้ที่ธนาคารมากเกินจำเป็นจะไปลดโอกาสทำกำไร

เหรียญที่สร้างขึ้นจะสามารถบันทึกข้อมูลเจ้าของผู้ออก ผู้โอน และประวัติศาสตร์การใช้งานทั้งหมดของเหรียญไว้ได้ ผู้ใช้งานในทุกระดับไม่อาจเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ จึงเรียกได้ว่าเหรียญรักษา “ความนิรนาม” ไว้ในระดับเดียวกับเงินคริปโตอื่นๆ มียกเว้นคือธนาคารชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้เพียงผู้เดียว

3 ศูนย์ — 3 centers ของธนาคารชาติ ศูนย์แรกเอาไว้ตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ถือเหรียญ กระเป๋าตังค์ และอุปกรณ์ ศูนย์ที่สองไว้บันทึก flow ของเหรียญ มันเป็นจุดกำเนิดเหรียญ และติดตามเส้นทางการไหลเวียนของแต่ละเหรียญและทุกธุรกรรมไปจนกระทั่งเหรียญกลับคืนมาสู่มือของธนาคาร เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วศูนย์นี้ก็เผาเหรียญทิ้ง ศูนย์ที่สองนี้ทำหน้าที่เสมือนที่ประชุมโหนดที่จะบรรลุ “ฉันทามติ” และบันทึกธุรกรรมลงบนเหรียญ เพียงแต่มันรวมศูนย์และไม่เสียเวลาไปกับการลงมติ ศูนย์ที่สามเป็นมันสมองที่จะวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า เพราะมีโอกาสที่จะวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างที่ไม่อาจทำได้กับเงิน fiat และอาจเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินของธนาคารชาติในเรื่องของการควบคุมการโอนเงิน การฟอกเงิน การเก็งกำไรในค่าเงิน ตลอดจนตัวเลขทางมหภาคอื่นๆ ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลลูกค้าเคยนำมาวิเคราะห์ทางการตลาดได้ คราวนี้ธนาคารชาติจะวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้เช่นนั้น เพื่อนำผลการวิเคราะห์มาใช้ในการบริหารจัดการและวางแผน

#บล็อกเชนปฏิวัติ

https://www.facebook.com/blockchain.patiwat

3. Belt and Road Initiative (BRI)

Belt and Road Initiative (BRI) BRI เป็นโครงการเกี่ยวกับเส้นทางการคมนาคมก็จริง แต่หากนับรวมประเทศ ก็มีถึง 147 ประเทศ การค้าระหว่างจีนกับประเทศในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นทุกปีจนเกิน 9 พันล้านหยวน (ประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ในปีที่ผ่านมา และน่าจะเติบโตมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

ปัจจุบัน การค้าระหว่างประเทศของจีน ไม่ว่าจะชำระด้วยสกุลดอลล่าร์ เยน หรือ หยวน ก็ยังคงผ่านระบบการชำระเงินสากล (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunications — SWIFT)

นับจากการประกาศ “Silk Road Economic Belt” เมื่อปี ค.ศ. 2013 การใช้เงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนทำให้เป็นเงินสกุลที่ใช้เพื่อการค้าระหว่างประเทศมากเป็นลำดับที่ 6 ในปี ค.ศ. 2014 และปัจจุบันขึ้นมาสู่ลำดับที่5

https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-02-18/yuan-s-popularity-for-cross-border-payments-hits-five-year-high

https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-02-18/yuan-s-popularity-for-cross-border-payments-hits-five-year-high

หยวนยังห่างไกลจากการเป็นสกุลเงินอันดับหนึ่งในการค้าโลก แต่การค้าโดยลดการพึ่งพิงเงินดอลล่าร์จะทำให้จีนสบายใจมากขึ้น และหากลดต้นทุนด้านการเงินได้ ก็จะยิ่งส่งเสริมการค้าของจีนได้มากขึ้น

เรายังไม่รู้ว่าจีนจะออกแบบดิจิทัลหยวนมารองรับการค้าระหว่างประเทศมากเพียงไร แต่หากตัดสินใจจะให้ใช้นอกประเทศได้ ธนาคารใหญ่ของจีนก็มีสาขาในประเทศต่างๆ มากมายหลายร้อยแห่ง สามารถให้บริการนี้ได้ ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่การออกแบบระบบ KYC (know your customer)[1] ของเหรียญ

เมื่อใดที่จีนเปิดให้ลูกค้าต่างชาติใช้ดิจิทัลหยวนเพื่อการค้าได้ การค้าระหว่างประเทศของจีนจะสะดวกไม่ต่างจากการค้าในประเทศ ที่คนจีนทุกชนชั้นทุกภูมิภาคในประเทศสามารถ ขายของ หรือเลือกดูสินค้าในหน้าโซเชียล แล้วสั่งซื้อ โอนเงิน

คู่ค้าของจีนสามารถซื้อขายกับจีนได้ผ่านแอปพลิเคชั่น ชำระเงิน (รวมขอสินเชื่อการค้า & เครดิตการชำระเงิน) โดยไม่ต้องผ่านระบบ SWIFT ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามประเทศ ไม่มีคนกลาง มีหลักฐานอ้างอิง สืบค้นได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในอึดใจ

และคนจีนทุกคนก็ทำเช่นนั้นได้ด้วย ทุกคนสามารถค้าขายต่างประเทศได้ โดยไม่พึ่งสถาบันการเงิน (แต่ระบบศุลกากรยังอยู่นะ)

ข้อมูลทั้งหมด ทุกรายละเอียด จะอยู่ในเงินแต่ละเหรียญ ที่จะเป็นข้อมูลบิ๊ก บิ๊ก ดาต้าเพื่อการวิเคราะห์วางแผนทางการเงินและการค้าของประเทศ

BRI จึงไม่ใช่เพียงเส้นทางคมนาคม และดิจิทัลหยวน ก็ไม่ใช่เพียงเหรียญคริปโต มันมาพร้อมระบบนิเวศของระบบการค้าใหม่ของจีน

4. Digital Yuan

Mobile payment ของจีนได้ผนวกผู้คนทุกชนชั้นทุกหนแห่งเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกันผ่าน mobile application ที่สามารถพูดคุยสื่อสาร ค้าขาย และติดตามการจัดส่งสินค้าได้ภายในแอป ธนาคารชาติไม่ได้ออกเหรียญดิจิทัลหยวนเพื่อทำลายระบบเศรษฐกิจของเงินโมไบล์ หากแต่ใช้ระบบเศรษฐกิจออนไลน์ที่ได้เติบโตขึ้นนั้นเป็นฐานในการสร้างเงินดิจิทัลที่ประชาชนจะยอมรับโดยง่าย เหรียญดิจิทัลจึงจะหมุนเวียนเพื่อการค้า การโอนเงินให้ญาติพี่น้อง และการชำระค่าสินค้าและบริการประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าจะเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร

การใช้งานดิจิทัลหยวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จะไม่เพียงประหยัดต้นทุนของธนาคารกลางในการผลิตเงินตรา ลดต้นทุนการค้าและการโอนเงินกลับบ้านให้กับประชาชนทั่วไป โดยไม่กระทบต่อธุรกิจธนาคาร แต่ยังเป็นการเพิ่มอำนาจของธนาคารกลางที่จะควบคุมข้อมูลผู้ใช้งานและการใช้งาน อันจะเป็น insight ที่สำคัญเพื่อควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ควบคุมตลาดการเงิน ป้องกันอาชญากรรมทางการเงินตลอดจนวางแผนด้านการเงินและการค้าของประเทศ

แม้จีนจะศึกษาบล็อกเชนมานาน แต่ก็เลือกที่จะออกเหรียญดิจิทัลหยวนโดยไม่ใช้เครือข่ายบล็อกเชน เนื่องจากในปัจจุบัน เทคโนโลยีบล็อกเชนยังไม่รองรับความเร็วธุรกรรมระดับแสนธุรกรรมต่อวินาที ซึ่งเป็นอัตราการประมวลผลที่จำเป็นสำหรับการค้าออนไลน์ของจีนในปัจจุบัน แต่จีนก็ใช้รหัสแฮชในลักษณะเดียวกับเหรียญคริปโตอื่นๆ รวมทั้งมีแผนจะใช้ smart contract บนเหรียญดิจิทัลหยวนต่อไปในอนาคต

การไม่ใช้บล็อกเชน และเก็บข้อมูลไว้ที่ server กลาง นับเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ระบบอาจดาวน์ หรือโดนแฮ็กได้ แต่จีนก็มีระบบ Blockchain-based Service Network (BSN) ที่มีโหนดในประเทศมากกว่า 180 โหนด และในต่างประเทศอีก 8 ประเทศ ซึ่งเปิดใช้งานแล้ว ดังนั้นหากจำเป็น เชื่อว่าจีนอาจนำเครือข่ายบล็อกเชนมาใช้กับเหรียญคริปโต ชั่วคราว และยอมรับความอืดในการทำธุรกรรม แลกกับความปลอดภัยจากการถูกโจมตี

หรือหากในอนาคต เทคโนโลยีบล็อกเชนพัฒนาจนมีความเร็วเพียงพอที่จะรับปริมาณธุรกรรมที่จะเกิดขึ้น เงินดิจิทัลหยวนก็อาจย้ายมาอยู่บนบล็อกเชนอย่างถาวร ซึ่งก็จะทำให้เงินดิจิทัลหยวนมีความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้น และจะยิ่งเพิ่มความประหยัดเพราะไม่ต้องลงทุนใน server กลางและการรักษาความปลอดภัย server

หากจีนเลือกที่จะใช้ดิจิทัลหยวนในการค้าระหว่างประเทศและเปิดโอกาสให้ผู้คนและหน่วยงานในประเทศคู่ค้าซื้อดิจิทัลหยวนได้ ก็จะทำให้ตลาดการค้าระหว่างประเทศของจีนกลายเป็นกึ่งๆ ตลาดภายในและเชื่อมโยงกับตลาดการค้าในประเทศของจีน ทางด้านคู่ค้าผู้ใช้งานก็จะพบว่าระบบนิเวศของเงินดิจิทัลหยวนทำให้การค้าคล่องตัว ราบรื่น รวดเร็ว และประหยัด เช่นเดียวกับที่คนในประเทศจีนจะได้สัมผัส และจะยิ่งเห็นชัดกว่าการค้าภายในประเทศ เพราะการค้าข้ามแดนผ่านดิจิทัลหยวนสามารถทำได้ทันทีในโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ผ่านสถาบันการเงิน และไม่ต้องพึ่ง SWIFT

หากจะขยายออกนอกประเทศ เป้าหมายแรกของจีนน่าจะเป็นเขต Bay Area (ฮ่องกง มาเก๊า) มีโอกาสสูงที่คู่ค้าในสองประเทศนี้จะเลือกใช้ดิจิทัลหยวนแทนการโอนเงินระหว่างประเทศ ระบบเศรษฐกิจของ Bay Area ก็จะใกล้ชิดจนอาจรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น การบริหารนโยบายการเงินก็น่าจะตอบสนองเป้าหมายของประเทศได้มากขึ้น

หากจีนจะขยายการใช้งานของเหรียญดิจิทัลหยวนไปในประเทศกลุ่ม BRI ซึ่งมีชาวจีนเข้าไปอาศัยและทำงานอยู่แล้ว ก็จะนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจการค้าที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งคงจะไม่ใหญ่เท่ากับระบบการค้าโลกที่วางอยู่บนเงินดอลล่าร์ แต่ก็น่าจะใหญ่พอที่จะเป็นยุคใหม่ของการค้าโลก

อ้างอิง

Turrin, Richard. Cashless: China’s Digital Currency Revolution. Authority Publishing. Kindle Edition.

First Look: China’s Central Bank Digital Currency (https://research.binance.com/en/analysis/china-cbdc)

[1] KYC เป็นกระบวนการมาตรฐานเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน ประกอบด้วยเกณฑ์การยอมรับลูกค้า กระบวนการระบุตัวตนลูกค้า การติดตามธุรกรรม และการจัดการความเสี่ยง

#บล็อกเชนปฏิวัติ

https://www.facebook.com/blockchain.patiwat


메타데이터
post_id
998f04d4be8a
slug
หยวนไม่หยวน-998f04d4be8a
url
https://medium.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B9%8C/%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99-998f04d4be8a
canonical_url
https://medium.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B9%8C/%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99-998f04d4be8a
author_url
https://medium.com/@bcpatiwat
status
ok
fetched_at
2026-07-28 03:34:09