ผลสำรวจความพร้อมการนำ AI มาใช้ในหน่วยงาน — AI Readiness survey 2024
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช — NSTDA) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คโทรนิกส์ (สพธอ — ETDA)…
ผลสำรวจความพร้อมการนำ AI มาใช้ในหน่วยงาน — AI Readiness survey 2024
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช — NSTDA) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คโทรนิกส์ (สพธอ — ETDA) ทำการสำรวจครั้งนี้เป็นปีที่สอง ต่อจากปีก่อน พ.ศ. 2566 เพื่อดูความพร้อมของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของประเทศ 10 กลุ่ม ได้แก่ (1) เกษตรและอาหาร (2) การแพทย์และสุขภาวะ (3) การศึกษา (4) ความมั่นคงและปลอดภัย (5) พลังงานและสิ่งแวดล้อม (6) การใช้งานและบริการภาครัฐ (7) โลจิสติกส์และการขนส่ง (8) ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (9) อุตสาหกรรมการผลิต (10) การเงินและการค้า
พบว่า การนำ AI มาใช้ในปีนี้ อยู่ในช่วง “ขาขึ้น”
จากกลุ่มตัวอย่าง 3,758 หน่วยงานใน 10 อุตสาหกรรม มีผู้ตอบการสำรวจ (โดยผู้เป็นตัวแทนหน่วยงาน) 580 หน่วยงาน และผู้วิจัยยังได้ทำ Focus Group Discussion ด้วย 31 หน่วยงาน ใช้เวลาสำรวจสองเดือนคือ ตั้งแต่กรกฎาคม ถึง สิงหาคม ปี พ.ศ. 2567
สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือ การประยุกต์ใช้ AI ในหน่วยงานเหล่านี้ อยู่ในช่วง “ขาขึ้น” โดยมีสัดส่วนหน่วยงานที่มีการประยุกต์ใช้ AI ในปี พ.ศ. 2567 ที่อยู่ในกลุ่ม “ใช้แล้ว” และ “มีแผนจะใช้” สูงขึ้นกว่าเดิม เหลือหน่วยงานที่ตอบว่ายังไม่มีความต้องการใช้เพียง 8.9% ลดลงจากปีที่แล้ว 28.2% กว่า 3 เท่า
จำเป็นจริงๆ กับ จริงๆไม่จำเป็น
แม้ว่าจะไม่จำเป็นที่ทุกหน่วยงานจะต้องใช้ AI แต่กลุ่มที่ยังไม่คิดจะใช้นี้ ควรได้รับการดูแลว่า “ไม่จำเป็น” จริงๆ หรือ “ยังไม่พบว่าจำเป็น” เพราะทุกวันนี้การประยุกต์ใช้ AI มีความหลากหลาย ถ้าช่วยกันวิเคราะห์ดูแล้ว มีหน่วยงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ AI จริงๆ จะได้เป็นต้นแบบเพื่อ counter balance กับความคลั่งไคล้ AI ที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ ที่หน่วยงานอีกฟากหนึ่ง พยายามใช้ AI ทั้งที่จริงๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้
ตารางที่ 1 สัดส่วนการประยุกต์ใช้ AI

ความพร้อมด้าน “บุคลากร” เพิ่มสูงขึ้นมาก ขณะที่ด้าน “ธรรมภิบาล” ยังอยู่ท้ายสุด
ความพร้อมในการใช้ AI ใน ปี พ.ศ. 2567 สูงกว่าปี พ.ศ. 2566 ทั้ง 5 ด้านหลัก ที่เห็นเติบโตชัดเจนคือด้านบุคลากร ตามมาด้วยด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่จัดหาได้ง่าย ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่อยู่ด้าน Buy มากกว่า Build ในขณะที่ ความพร้อมด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน และด้านยุทธศาสตร์และความสามารถองค์กร อยู่ในระดับสูงมาตั้งแต่ปีก่อน คำถามคือ ระดับความพร้อมที่ได้จากการสำรวจนี้วัดแบบ subjective หรือ objective หน่วยงานที่ตอบว่า พร้อม เหมือนกัน จริงๆ มีความพร้อมเท่ากันหรือไม่ ส่วนด้านสุดท้ายคือ ความพร้อมด้านธรรมาภิบาลอยู่ในระดับท้ายสุด ดูแล้วนึกถึง ด้านจริยธรรมการนำ AI มาใช้ ซึ่งการสำรวจนี้ครอบคลุมไว้ด้วย

การปรับใช้จริยธรรม AI ในองค์กรยังน้อยอยู่ คือเพียง 16.5%
ด้านการนำเรื่องจริยธรรม AI Ethics มาใช้ในองค์กรนั้น จาก 103 หน่วยงานที่ตอบเรื่องนี้ (17.8% จากที่สำรวจทั้งหมด 580 หน่วยงาน) มีหน่วยงานมีความตระหนักรู้และได้นำหลักการ AI Ethics มาใช้แล้วเพียง 17 หน่วยงาน (16.5%) อีก 45 หน่วยงาน (43.7%) มีความตระหนักรู้และเริ่มวางแนวคิดที่จะนำมาใช้ และอีก 21 หน่วยงาน (20.4%) มีความตระหนักรู้แต่ยังไม่ได้นำมาใช้ โดยมีหน่วยงานอีก 20 หน่วยงาน (19.4%) ที่ยังไม่ทราบเรื่อง AI Ethics โดยพบว่า 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความตระหนักรู้และได้นำหลักการ AI Ethics มาใช้แล้วมากที่สุดคือ กลุ่มการศึกษา กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต และ กลุ่มการเงินและการค้า

ด้านการแพทย์และสุขภาวะ ต้องระวังเรื่องความถูกต้องของ AI
สำหรับการส่งเสริม AI ด้านการแพทย์และสุขภาวะ ผู้สำรวจสรุปว่า มีประเด็นหลัก 6 ประเด็น ได้แก่ด้าน (1) กลยุทธการพัฒนา AI Health Innovation แบบมุ่งเป้า (2) Open data และ Data sharing (3) พัฒนา AI University (4) AI literacy ของทั้งคนทำงาน ผู้บริหาร และประชาชน (5) Build and Buy เพื่อลดเวลาการพัฒนา และ (6) การตรวจสอบการนำ AI ไปใช้ในด้านการแพทย์
อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการตรวจสอบ เพราะไม่ว่าจะใช้ AI Chatbot ตอบคำถามสุขภาพ หรือ ML model มาช่วยวินิจฉัย ดูภาพ X-Ray ล้วนต้องตอบคำถามเรื่องความถูกต้องแม่นยำ เนื่องจากผลที่ได้จะกระทบต่อชีวิตคนไข้ และชีวิตหมอด้วย และอย่าลืมว่า การตรวจสอบความถูกต้องนี้ ต้องตรวจสอบซ้ำสม่ำเสมอ ให้แน่ใจว่าระดับความถูกต้องยังอยู่ในระดับที่ใช้ได้
ปัญหา อุปสรรค และความท้าทาย ยังอยู่รอบตัว
โดยผู้สำรวจได้สรุปปัญหา อุปสรรค ความท้าทาย และข้อเสนอแนะ สำหรับการแพทย์และสุขภาวะในมิติ 5 ด้านที่ทำการสำรวจ โดยมีการเน้นย้ำด้วย “ข้อความสีแดง” ของแต่ละด้าน นัยว่าสำคัญและต้องเร่งรัด ซึ่งได้แก่
-
ด้านยุทธศาสตร์และความสามารถองค์กร — การกำหนดกลยุทธการพัฒนา AI Health Innovation แบบมุ่งเป้า (Economic Impact) ตรงนี้น่าจะจูงใจ “ภาคธุรกิจ” พร้อมกับหน่วยงานรัฐ “สายเศรษฐกิจ” เพื่อตอบโจทย์การลงทุนเพื่อการพัฒนา แนวคิดเรื่อง “มุ่งเป้า” ที่ในภาษาอังกฤษมักจะใช้คำว่า Targeted นั้น เหมาะสมกับสถานการณ์ขาขึ้นในปีนี้ ที่การนำ AI มาใช้กำลังขยายตัว สิ่งที่ควรคิดเพิ่มเติมให้ชัดขึ้นคือ การพัฒนานวัตกรรม AI สายสุขภาพที่ว่านี้ จะมุ่งเป้าอะไร จึงจะได้ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
-
ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน — ส่งเสริมให้เกิด Open data / Data Sharing เรื่องนี้ใครๆก็อยากให้เกิด ด้วยสมมติฐานว่ามีข้อมูลมากขึ้น ก็เหมือนมีวัตถุดิบสำหรับการให้ AI เรียนรู้มากขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ การ open หรือ share ข้อมูลที่ “เข้ากันไม่ได้” จะตอบโจทย์นี้ไหม และจะคุ้มกับการลงทุนเพื่อทำให้ข้อมูลเข้ากันหรือนำไปรวมกันเพื่อใช้ด้วยกันให้ได้นั้น จะสูงแค่ไหน กับใครจะเป็นผู้ลงทุน ทั้งนี้จะเป็นการปรับปรุงข้อมูลเก่า หรือจะทำ protocol เดียวกันสำหรับข้อมูลใหม่ หรือทั้งสองอย่าง
-
ด้านบุคลากร — พัฒนา AI University เพื่อ AI Literacy ของทั้งคนทำงาน ผู้บริหาร และประชาชน น่ายินดีที่เรื่อง AI Literacy ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนา ได้รับความสนใจและยกให้เป็น Priority ของด้านบุคลากร ทำนองว่า จะเพิ่มปริมาณแล้วก็ต้องเพิ่มคุณภาพด้วย และน่ายินดีข้อสองคือ มีการกล่าวถึง ผู้บริหารและประชาชนด้วย ปรบมือ!!!
-
ด้านเทคโนโลยี — ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ และนำเข้าเทคโนโลยีที่จำเป็น เพื่อลดเวลาการพัฒนา วิธีคิด Build or Buy นี้ สำคัญต่อประเทศไทยมาก เพราะเรากำลังพัฒนา ต้องใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ความคิดที่ว่า “คนไทยเก่ง อะไรเราก็ทำได้” นั้นไม่ผิด แต่จะเหมาะกับสถานการณ์ไหน บริบทใด ต้องลงทุนอย่างไร จึงต้องพิจารณาหลายมิติ เพราะหลายครั้งทำเอง (Build) อาจจะถูกกว่าซื้อ (Buy) แต่ประสิทธิผลหรือประสิทธิภาพอาจจะด้อยกว่า เพราะผู้ขายมี Economy of scale การซื้อ (Buy) จึงต้องทำให้เป็นการลงทุนเพื่อเรียนรู้และพัฒนาให้เราสามารถทำได้เอง (Build)
-
ด้านธรรมาภิบาล — ให้มีหน่วยงานหลักที่ทำงานด้าน Privacy และการตรวจสอบการนำ AI ไปใช้ในทางการแพทย์ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีกรอบความรับผิดชอบที่ครอบคลุมข้อมูลทางการแพทย์อยู่แล้ว ที่ยังต้องตั้งเพิ่มคือหน่วยงานตรวจสอบ ที่ควรมีหน้าที่ตรวจสอบทั้ง “ความเหมาะสม” ในการนำ AI มาใช้ และ ”ความถูกต้อง” เมื่อนำ AI มาใช้แล้ว เพิ่มเติมจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาดูแลอยู่ ซึ่งใช้มุมมองการอนุมัติเครื่องมือหรือวิธีการทางการแพทย์เป็นหลัก หน่วยงานใหม่ที่ว่านี้อาจจะต้องเป็นเจ้าภาพในการสร้าง AI Ethics Literacy เพื่อให้มีคนเป็นหูเป็นตามากขึ้น ช่วยให้การทำงานระยะยาวได้ผลดีและราบรื่น

น่ายินดีที่ สวทช และ สพธอ ทำการสำรวจให้เราได้มีข้อมูลบอกสถานการณ์ความพร้อมเช่นนี้ และจะดีเพียงไร ถ้าหน่วยงานสามารถประเมินความพร้อมของตัวเอง และนำผลการสำรวจของหน่วยงานตัวเองไปกำหนดทิศทางและนโยบายของหน่วยงานได้ ซึ่งหากใช้ข้อมูลจาก Template เดียวกัน ก็น่าจะได้มาตรฐาน นำมาเปรียบเทียบกันได้ มีรายละเอียดมากขึ้น เพิ่มเติมจากที่ สวทช และ สพธอ จะทำต่อไป
เป็นข่าวดีที่ สพธอ และ สวทช ให้ความสำคัญต่อการให้หน่วยงานสามารถประเมินความพร้อมขององค์กรในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ โดยได้เปิดให้ใช้เครื่องมือ AI Readiness Assessment บนเว็ปไซต์ของ สพธอ https://www.etda.or.th/th/Our-Service/AIGC/AI_Readiness.aspx# ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา
메타데이터
- post_id
- bab48d0b7286
- slug
- ผลสำรวจความพร้อมการนำ-ai-มาใช้ในหน่วยงาน-ai-readiness-survey-2024-bab48d0b7286
- url
- https://medium.com/nhso/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B3-ai-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-ai-readiness-survey-2024-bab48d0b7286
- canonical_url
- https://medium.com/nhso/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B3-ai-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-ai-readiness-survey-2024-bab48d0b7286
- author_url
- https://medium.com/@chaiyosbhrc
- status
- ok
- fetched_at
- 2026-07-22 12:23:33