[EP. 14] 9 เทคนิคที่ควรรู้ สำหรับไปเที่ยวญี่ปุ่น
ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นทุกปี และก็ได้ประสบการณ์ต่างๆ นานามามากมาย เป็นเรื่องที่คุณผู้อ่านต้องเจอกับตัวแน่ ถ้าได้มาเที่ยวญี่ปุ่น…
[EP. 14] 9 เทคนิคที่ควรรู้ สำหรับไปเที่ยวญี่ปุ่น

ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นทุกปี และก็ได้ประสบการณ์ต่างๆ นานามามากมาย เป็นเรื่องที่คุณผู้อ่านต้องเจอกับตัวแน่ ถ้าได้มาเที่ยวญี่ปุ่น วันนี้จะมาแชร์ 9 เทคนิคที่ควรรู้ สำหรับไปเที่ยวญี่ปุ่น

1. อย่าใส่รองเท้าใหม่
ตอนที่คิดว่าจะได้ออกนอกประเทศครั้งแรก ด้วยความที่ตื่นเต้นมาก ก็ไปซื้อรองเท้าผ้าใบมาใหม่ กะเอาไว้ใส่ไปที่โน้นเลย พอไปเดินที่โน้น ไม่เกิน 2 วัน หายนะบังเกิด
“ปวดเท้ามากกกกกก”
สุดท้ายต้องไปซื้อยาพ่นแก้ปวดเท้ามา ซื้อยาตัวโน้นตัวนี้มา หมดไปหลายพันเยน ผลสุดท้าย ต้องซื้อรองเท้าแตะใส่ และทำให้ทริปเที่ยวนั้น ไม่สนุกไปเลย แพลนที่เตรียมเอาไว้ ก็ต้องยกเลิกไป เพราะปวดเท้า เดินไม่ไหว
กรณีนี้ ยังใช้ได้กับ ไปซื้อรองเท้าใหม่ที่ต่างประเทศด้วยนะ เพราะฉะนั้น หารองเท้าที่ใส่แล้วสบายให้ได้ เลือกรองเท้าที่เป็น Running เอาไว้ และเลือกรูปทรงที่เข้ากับเท้าเรามากที่สุด ตอนลองในร้าน ก็ลองเดินๆดู ลองเดินหลายๆแบบดู จิกเท้า / เอาส้นลง ถ้ารู้สึกฟิต แม้แต่นิดเดียว เปลี่ยนเลยทันที อย่าทนคิดว่า ไม่เป็นไร
ซื้อมาแล้ว ก็ต้องเดินเยอะๆ อย่างน้อย 1–2 เดือน ให้เท้าเราชินกับรองเท้าใหม่ให้ได้ ถ้าภายใน 1 เดือน เดินแล้วเจ็บ ทิ้งเลย หรือให้คนอื่นไปซะ อย่าทนเสียดาย

2. ตู้กดน้ำมหัศจรรย์
ตู้กดน้ำของญี่ปุ่นนั้น มหัศจรรย์มาก ซึ่งส่วนมากก็จะมีพวกชา / เกลือแร่ / นมเปรี้ยว น้ำผลไม้ / น้ำอัดลม / กาแฟ แต่น้ำเปล่า จะเจอได้น้อยนิดนึง ถ้าใครอยากกินน้ำเปล่า แนะนำซื้อร้านสะดวกซื้อง่ายกว่า
แต่มันมีสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่า “เครื่องดิ่มช่วยชีวิต” อยู่ ขอแบ่งเป็น 2 สถานการณ์
ー สถานการณ์แรก
หนาวมากกกกกกกกกก เครื่องดื่มโซนด้านล่างของตู้ จะเป็นแบบร้อน เช่น กาแฟร้อน / โกโก้ร้อน กดมาเลยครับ เอามาซุกมือ ซุกหน้า ซุกตัวไว้ อุ่นดีจริงๆ
ー สถานการณ์ที่ 2
เป็นประเภท ยังไม่เจอร้านของกินซะที หรือหิวจะตายอยู่แล้ว ตู้กดบางตู้ มันจะมี “ข้าวโพดกระป๋อง” อยู่ครับ กดมา 2 กระป๋องเลย ดับกระหายได้ชัวร์ แถมอุ่นและอร่อยด้วยยย แต่ขอบอกว่า อาจจะเจอยากหน่อยนะครับ มันเป็นแรร์ไอเท็มของคู้กดน้ำย่านนั้น ประมาณว่า เจอตู้กดน้ำสัก 10 ตู้ อาจจะเจอข้าวโพดกระป๋อง แค่ตู้เดียว แต่ลองหาตามตู้กดน้ำดีๆ ครับ รับรองว่าเจอแน่นอน

3. ตู้กาชาปอง / ตู้คีบ ตู้หายนะแห่งการดูดเงิน
เชื่อว่าทุกคนที่เคยไป ต้องไปลองคีบตุ๊กตา ลองหมุนกาชาปองแน่ๆ เพราะมันมีแบบ มีตัวละครเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก น่าเล่น น่าลอง
โดยเฉพาะตู้กาชาปอง ตู้นึง มีประมาณ 5–6 แบบ แถมมีตัวแรร์ด้วย หมุนกันไปสิครับ
และด้วยความชาญฉลาดของคนญี่ปุ่น พอไปถึงตู้กาชาปอง มันไม่ได้มีแค่ตู้เดียว มีเป็นร้อย เป็นพัน มีตู้ตรงนั้นเยอะมาก เดินๆ ดูๆ หมุนๆ กันอยู่อย่างนี้ บางตู้ก็ 100 เยน บางตู้ก็ 200 เยน หรือ 300 เยนก็มี
ถ้าเกิดไม่มีเหรียญ ไม่ต้องห่วงครับ คนญี่ปุ่นจัดของวิเศษมาให้แล้ว มันเรียกว่า “ตู้แลกเหรียญจ้าาาา”
บอกเลยว่า ถ้าหยุดตรงนั้นสัก 10 นาที รับรอง แบงค์พันหายไปหลายใบ เผลอๆ แบงค์ 5 พันจะหายไปด้วย เพราะฉะนั้น
จะหมุนก็… ตั้งสติกันด้วยนะ
และตั้งเป้าของเงินไว้เลย ประมาณว่า… ฉันจะเสียให้กับตู้กาชาปองแถวนี้ แค่ 1,000 เยน

Thanks for images from Mirror Ps’ Gift
4. ปิดปรับปรุง ต้อนรับโอลิมปิก 2020
อย่างที่รู้กันว่า ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 2020 หลายๆ สถานที่มีการปรับปรุงเยอะมาก บางที่ปิดปรับปรุงไปเลย อย่างในภาพ ก็คือที่ “Mt. Kachikachi Ropeway” อยู่ที่ทะเลสาบ Kawaguchiko ก็ปิดปรับปรุงเช่นเดียวกัน ไม่มีบอกหน้าเว็บว่าปิดนะครับ มาถึงที่ ถึงรู้ว่าปิดปรับปรุง
อย่างสถานีรถไฟในโตเกียวหลายแห่ง ก็ปิดปรับปรุง เพื่อต้อนรับการมาถึงโอลิมปิก และเมื่อไม่นานมานี้ Tokyo Tower ก็พึ่งปรับปรุงชั้นบนสุดเสร็จ
เพราะฉะนั้น มาเที่ยวช่วงก่อนโอลิมปิก 2020 เราจะได้เห็นการก่อสร้าง และการปิดปรับปรุงเต็มไปหมดเลยล่ะครับ บางที่เปิดแล้ว บางที่ยังไม่เปิด ยังไงใครแพลนที่ไหนไว้ ก็อยากให้เช็คสถานที่นั้นดีๆ ว่าปิดปรับปรุงไหม
มีอีกเรื่องนึง
อยากให้เช็คสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ ว่า ปิดประจำสัปดาห์ วันไหน
เขามีวันปิดนะครับ อย่างเช่น… พิพิธภัณฑ์ = วันอังคาร สวนสัตว์ = วันพฤหัส พระราชวัง = วันจันทร์ กับ วันศุกร์ (และเปิดวันพิเศษด้วย ลองเช็คกันอีกที)
ที่บอกมา คือ ที่ผมไป ส่วนใหญ่จะปิดทำนองนี้นะครับ แต่ละที่ มีการเปลี่ยนแปลงไป ลองเช็คดีๆ พวกสวนสนุกก็เหมือนกัน วันไหน สภาพอากาศ ลมแรงมากกกกก วันนั้นก็จะไม่เปิดเครื่องเล่นหวาดเสียว เช่น รถไฟเหาะ นะครับ

5. ห้างปิด 4 ทุ่ม / ร้านริมทางปิด 2–3 ทุ่ม
ไปญี่ปุ่น ค่อนข้างสเกลเวลายาก เพราะแต่ละที่ มีสิ่งน่าสนใจมากมาย เพราะฉะนั้น คำนวณเวลาดีๆ
ใครจะกลับมาเดินเล่นในห้าง หรือซื้อของต่างๆ นานา ก็เผื่อไว้สัก 2–3 ชม.ก่อนห้าง/ร้านปิด
ตอนก่อนจะปิดร้าน หรือปิดห้าง สัก 10 นาที มักจะเปิดทำนองเพลง “สามัคคีชุมนุม”
เพื่อบอกว่า “เราอย่าชุมนุมในร้านมากเกินไป สามัคคีออกกันไปได้แล้ว” 55555+
ยังไงซะ เราก็ควรรีบทำอะไรให้เสร็จ แล้วก็ออก ไม่ใช่ขออีก 2 นาที ไม่ได้นะครับ เขาเข้มงวดเรื่องเวลามาก

6. พยายามอย่าขึ้นรถไฟผิดฝั่ง
จำไว้ว่า รถไฟมี 2 ทางเสมอ และไปคนละทางด้วย หลายๆคน ที่ไปชอบดู Google Maps แล้วพอเจอป้ายจริงๆ แล้วงง
แนะนำให้ดูอย่างละเอียด ดูว่า ปลายทางของสายนี้ คือ ชื่อสถานีอะไร ซึ่งมันมีเขียนบอกอยู่ใน Google Maps ว่า for (ตามด้วยชื่อสถานี) เพราะที่ป้าย จะเขียนจุดหมายปลายทางไว้เหมือนกัน ไม่ใช่ดูแค่ชื่อสถานีปลายทางที่เราจะไป พอไปถึงสถานีต้นทาง งง มันต้องไปทางไหนก็ไม่รู้
หลายๆคน อาจงง ผมจะยกตัวอย่าง อย่างเช่น ผมอยู่สถานี Shibuya ต้องการไปลงสถานี Mejiro ใน Google Maps จะบอกไว้แล้วว่า ให้นั่งสาย “Yamanote Line” นะ ถึงเลย ทีนี้ให้ดูละเอียดมากกว่านี้ ว่านั่งไปทางไหน โดยดูตรง For

มันจะเขียนว่า For Shinjuku / Ikebukuro ทีนี้ พอเราไปถึงสถานี Shibuya เราก็แค่หาป้ายสายสีเขียว Yamanote Line (For Shinjuku / Ikebukuro) แค่นี้เอง
ถ้าไม่ชัวร์ หรือไม่รู้ ให้ถามนายสถานี คนไหนก็ได้ครับ เขาจะช่วย แต่ถ้าได้นั่งบ่อยๆ มีประสบการณ์มากขึ้น เราจะรู้ได้เอง ว่าอะไรเป็นยังไง ป้ายนี้คือ… ทางออกต้องออกทางไหน… เราจะรู้เอง เราจะเป็นโปรไปเอง เหมือนคนญี่ปุ่นที่เขาชอบเดินเร็วๆ ไปโน้นนี่นั่น เราจะทำตามเขาโดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าอยากทำอย่างนั้นได้ ต้องสะสมแต้มขึ้นรถไฟเยอะๆ

7. บัตรเดียว ใช้จ่ายครอบจักรวาล
ถึงแม้ไทยเรา จะมีบัตรแมงมุม ที่เขาบอกว่า เป็นบัตรใช้จ่ายครอบจักรวาล แต่ก็ยังไม่เห็นได้ใช้ซะที แต่ที่ญี่ปุ่น มีบัตรเหล่านี้ตั้งนานแล้ว
ถ้าใครได้ไปที่ Tokyo อย่าลืมไปซื้อบัตร Suica ที่ตู้ขายตั๋วรถไฟตามสถานี JR ได้ เพราะบัตรนี้ นอกจากจะใช้กับรถไฟได้แล้ว ใช้กับรถเมล์ได้ด้วย แท็กซี่ก็ได้ ไม่ใช่แค่นั้น ซื้อของในร้านสะดวกซื้อก็ได้ หรือแม้แต่จะจ่ายตู้กดน้ำก็ได้ เพียงแค่มีเงินในบัตร ก็ติ๊ดได้ทุกที่
ถ้าใครไปแถบ Kansai เมือง Osaka / Kyoto ชื่อบัตรจะชื่อว่า “Icoca” ซึ่งเป็นบัตรใช้จ่ายครอบจักรวาลเหมือนกับ Suica เลย เพราะฉะนั้น ไปที่ญี่ปุ่นแล้ว อย่าลืมซื้อบัตรเหล่านี้มาใช้ง่าย เพราะมันสะดวกสบายมาก หมดปัญหาเรื่องการซื้อตั๋วรถไฟไปเลย แค่ติ๊ดเข้า ติ๊ดออก ก็ขึ้นลงรถไฟได้เลย

8. จำไว้ว่า Tax-Free ต้องซื้อให้ถึง 5,400 เยนขึ้นไป
ถ้าอยากจะได้ Tax-Free ก็ต้องจ่ายให้พอดี หรือเกิน 5,400 เยน และไม่ใช่จ่ายแค่แคชเชียร์แล้ว จะได้ลดนะครับ คุณต้องไปที่เคาน์เตอร์เกี่ยวกับภาษี หรือบางที่เป็นแผนก Information เขาจะทำเรื่อง Tax-Free ติดกับ Passport ของคุณให้
จะรู้ได้ไงว่าร้านไหน Tax-Free ให้สังเกตสัญลักษณ์นี้ที่หน้าร้านครับ

ส่วนใหญ่จะเป็นห้างนะ Yodobashi / Bic Camera / Marui แต่ร้านดังๆ ตามรายทาง ก็มี Tax-Free เหมือนกัน เช่น Don Quijote / Animate / ร้านแบรนด์เสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น

9. ใช้เหรียญให้หมด
ก็อย่างที่รู้กัน เหรียญมันแลกคืนไม่ได้ โดยเฉพาะเหรียญ 1 เยน ใช้ค่อนข้างยาก
2 วันสุดท้ายก่อนกลับ พยายามใช้เหรียญให้หมด เท่าที่จะหมดได้ แต่เชื่อว่า… มีหลายคน ที่ได้ติดตัวกลับมาบ้านอยู่ดี เหมือนผมนี่แหละ 555555+ คิดซะว่า… เป็นเครื่องรางที่ทำให้เราได้กลับไปอีกล่ะกัน
และนี่คือ ตอนสุดท้ายของซีรี่ส์ “โคตรพลาด in JAPAN” ใครมีเทคนิคเด็ดๆ เอามาแบ่งปันกันได้นะครับ เขียนไว้ด้านล่างนี้เลย ติดตาม Content อื่นๆ และซีรี่ส์ใหม่ของผมได้ทาง https://medium.com/nunzdesuka
กลับไป — สารบัญของซีรี่ส์นี้
메타데이터
- post_id
- de981bf227c4
- slug
- ep-14-9-เทคนิคที่ควรรู้-สำหรับไปเที่ยวญี่ปุ่น-de981bf227c4
- url
- https://medium.com/nunzdesuka/ep-14-9-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-de981bf227c4
- canonical_url
- https://medium.com/nunzdesuka/ep-14-9-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-de981bf227c4
- author_url
- https://medium.com/@nunzdesuka
- status
- ok
- fetched_at
- 2026-07-15 00:16:39