Izu Winter 2025 Ep4
คาบสมุทร Izu กับการผ่อนคลายที่ Shuzenji Onsen
Izu Winter 2025 Ep4
คาบสมุทร Izu กับการผ่อนคลายที่ Shuzenji Onsen
18/12/2025 เดินทางต่อสู่คาบสมุทร Izu วันนี้เป็นวันที่เราจะได้เข้าสู่ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามของ Shizuoka อย่างเต็มตัว

บรรยากาศระหว่างทาง: ท้องฟ้าหน้าหนาวที่ไร้เงาฟูจิ
เช้าวันนี้อากาศที่ Omaezaki ยังคงหนาวแบบแห้งๆ ลมพัดแรงตามสไตล์เมืองชายฝั่งเราใช้ทางหลวงหมายเลข 150 วิ่งเลาะเลียบชายฝั่งขึ้นไปทางทิศเหนือ ผ่านบรรยากาศไร่ชาสีเขียวและทุ่งกว้างของจังหวัด Shizuoka เราขับมาขึ้นทางด่วน Tomei Expressway (E1) ที่ด่าน Sagara-Makinohara IC จากจุดนี้เรามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก มุ่งเข้าเมือง Shizuoka ทางด่วน E1 ช่วงนี้วิ่งข้ามแม่น้ำสายใหญ่หลายสาย

เช่น แม่น้ำ Oi (ที่เมื่อวาน เราพึ่งพาคุณผู้อ่านไป ที่ต้นน้ำ สายรถไฟสาย Oigawa และ เขื่อน Nagashima นั้นเอง) แต่ที่เราผ่านวันนี้จะเป็นปลายน้ำ เรารู้สึกได้เลยว่าสะพานนี้ยาวเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะแม่น้ำ Oi ที่กว้างมาก เพื่อรองรับมวลน้ำมหาศาลที่ไหลลงมาจากเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น (Southern Alps) ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงหิมะละลาย แต่ช่วงที่เราไปนั้นปริมาณน้ำจะน้อยลง ทำให้เราเห็น ลานหินและสันดอนทราย ขนาดมหึมาขนาบไปกับลำน้ำสายเล็กๆ ที่ไหลคดเคี้ยวอยู่ตรงกลาง ส่วนแม่น้ำ Abe ก็มีลักษณะไม่ต่างกัน แต่ไม่กว้างเข้ากับ แม่น้ำ Oi ระหว่างทางจะเห็นป้ายบอกทางมุ่งหน้าสู่ภูเขาไฟฟูจิเป็นระยะๆ
เราเริ่มขับรถมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อเข้าสู่เขต Izu บรรยากาศสองข้างทางสะท้อนความเป็นฤดูหนาวชัดเจนครับ ต้นไม้เริ่มทิ้งใบดูโปร่งตา ท้องฟ้าแม้จะดูใสแต่ก็มีเมฆลอยต่ำเป็นหย่อมๆ
ขับมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง เราแวะพักที่ Fujikawa Service Area (SA) ซึ่งเป็นจุดพักรถที่ใครๆ ก็ต้องหยุด เพราะที่นี่มี ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ (Fuji Sky View) และปกติจะเป็นจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่อลังการมาก แต่วันนี้โชคไม่เข้าข้างเราเท่าไหร่ครับ เมฆก้อนใหญ่บดบังยอดเขาสูงไว้มิด จนเห็นเพียงฐานลางๆ เท่านั้น ทำให้เราไม่ได้แวะนั่งชิงช้าสวรรค์ ได้แค่แวะเข้าห้องน้ำ ทิ้งขยะในรถ และก็เดินทางกันต่อ

คุณฟูจิอยู่ไกล ๆ แต่มีเมฆบัง
มื้อเที่ยงที่ Osakana Shokudo Yamaya ณ เมือง Numazu
จาก Fujikawa SA เราขับต่อมาทางตะวันออกอีกประมาณ 20 นาที ถนนช่วงนี้จะวิ่งตัดผ่านตัวเมือง Fuji ซึ่งถ้าวันไหนฟ้าเปิดเราจะเห็นภูเขาไฟฟูจิตั้งตระหง่านอยู่ทางซ้ายมือตลอดทาง เมื่อถึงช่วงรอยต่อ Numazu เรางงกลับทางออกซึ่งแยกไปคนละทาง ทำให้เราโดนส่งมาใช้เส้นทางเชื่อมต่อเข้าสู่ E70 (Izu-Jukan Expressway) เพื่อมุ่งหน้าลงใต้ไปทาง Izu/Shimoda แทน แต่ก็ไม่เป็นไรเส้นทางนี้ไปได้เช่นกัน และเป็นทางยกระดับที่ช่วยเลี่ยงไฟแดงและรถติดในตัวเมือง Numazu ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ช่วงนี้เองที่เราต้องเตรียมเหรียญไว้ เพราะจะมีด่านเก็บเงินเล็กๆ (Nagaizumi Toll Gate) ซึ่งเราเสียค่าผ่านทางไป 200 เยน เป็นค่าธรรมเนียมของทางด่วนสายท้องถิ่นนี้ด่านนี้ ETC จะใช้ไม่ได้นะครับ เราขับตามสาย E70 มาลงที่ทางออก Numazu-Okunitai IC แล้วเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 414 มุ่งหน้าสู่ย่านท่าเรือ Numazu ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน Osakana Shokudo Yamaya (やまや) เรามาถึงตอน 11 โมงพอดีเป๊ะ ซึ่งเป็นเวลาที่ร้านเพิ่งเปิดประตู แต่เชื่อไหมครับว่าลานจอดรถของร้านเกือบจะเต็มหมดแล้ว! โชคดีที่ยังพอมีที่ว่างให้เราแทรกตัวลงไปได้

ร้าน Osakana Shokudo Yamaya (やまや)
ร้านนี้เป็นขวัญใจคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวเพราะความสดของปลาที่ส่งตรงจากท่าเรือ Numazu เมนูยอดฮิตอย่างข้าวหน้าปลาดิบ (Kaisen-don) หรือปลาชิมะฮอกเกะย่างนั้นหอมฟุ้งไปทั้งร้าน บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เริ่มเปิดร้านทำให้เรารู้เลยว่ารสชาติไม่ธรรมดาแน่นอนครับ



Set เดียวอิ่มจุก
มุ่งหน้าข้ามเขา สู่ภูเขา Omuro และความผิดหวังเล็กๆ
อิ่มแล้วเราเริ่มออกเดินทางต่อเพื่อข้ามฝากจาก Numazu ไปยังฝั่ง Ito โดยเลือกใช้เส้นทาง Izu-Chuo Road แล้วต่อด้วย ถนนหมายเลข 12 (Route 12) มุ่งหน้าสู่ Hiekawa จากนั้นเราได้เข้าสู่ Izu Skyline ที่ด่าน Hiekawa IC เพื่อย่นระยะทางไปยัง Amagi-Kogen ซึ่งค่าผ่านทางช่วงสั้นๆ นี้อยู่ที่ประมาณ 300 เยน เส้นทางนี้ช่วยให้เราไต่ระดับขึ้นสู่ที่สูงได้อย่างรวดเร็วพร้อมวิวภูเขาที่สวยงาม ก่อนจะตัดเข้า ถนนหมายเลข 112 เพื่อมุ่งสู่จุดหมาย ภูเขา Omuro (Mt. Omuro)

ต้นสนสองข้างทาง
ภูเขา Omuro (大室山): ภูเขาไฟรูปถ้วยคว่ำที่หลับใหล
เราขับตามเส้นทางมาเรื่อยๆ จนถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้นั่นคือ ภูเขา Omuro (Mt. Omuro) เพื่อจะไปขึ้นลิฟต์ชมวิวบนยอดเขา แต่พอไปถึงหน้างานกลับต้องเจอกับความเสียดาย เพราะป้ายประกาศแผ่นใหญ่ที่เขียนตัวบรรจงว่า:
*“整備のため 休業 しております” (Seibi no tame kyūgyō shite orimasu) แปลว่า: “ปิดให้บริการเนื่องจากการซ่อมบำรุง”*

ป้ายสุดช่ำใจ
เราพลาดโอกาสขึ้นไปเห็นรูปร่างที่แท้จริงของมันจากมุมสูง เพราะภูเขา Omuro ไม่ใช่ภูเขาธรรมดา แต่เป็น “ภูเขาไฟชนิดกรวยสคอเรีย” (Scoria Cone) ที่ดับสนิทแล้ว และมีความน่าสนใจมากครับ:
- กำเนิดจากลาวา: มันเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน โดยพ่นเศษหินภูเขาไฟและลาวาออกมาทับถมกันจนกลายเป็นรูปทรงถ้วยคว่ำที่สมบูรณ์แบบอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
- เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน: ผิวด้านนอกของภูเขาจะไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย แต่ปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียว (ซึ่งในวันที่เราไปจะเป็นสีน้ำตาลทองตามฤดูกาลหนาว) ความเตียนโล่งนี้เกิดจากประเพณี “Yamayaki” (การเผาภูเขา) ที่ชาวเมืองสืบทอดกันมานับร้อยปี เพื่อเป็นการดูแลทัศนียภาพและป้องกันไม่ให้ไม้ใหญ่อื่นๆ มาเติบโตจนกลบรูปร่างภูเขาไฟที่สวยงามครับ
- ทางเดินรอบปากปล่อง: จริงๆ แล้วหากลิฟต์เปิด เราจะได้ขึ้นไปเดินบนเส้นทาง “Ohachi-meguri” หรือการเดินรอบขอบปากปล่องภูเขาไฟที่มีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งจุดนี้เองที่จะมองเห็นวิวอ่าวซูรุกะและภูเขาไฟฟูจิได้ชัดเจนและอลังการมากแบบ 360 องศาครับ
- ภูเขา 3 สี : ภูเขา Omuro ได้รับฉายาว่า “ภูเขา 3 สี” เพราะรูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลอย่างชัดเจน เนื่องจากไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม มีเพียงต้นหญ้าและพุ่มไม้เตี้ยๆ สีเขียว (ฤดูใบไม้ผลิ — ฤดูร้อน) ,สีทอง/สีน้ำตาล (ฤดูใบไม้ร่วง — ฤดูหนาว) และ สีดำ (ปลายฤดูหนาว): ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีประเพณี Yamayaki หรือการเผาหญ้าบนภูเขา เพื่อเตรียมพื้นที่ให้หญ้าใหม่เติบโต ทำให้ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีดำถ่านอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นสีเขียวอีกครั้งครับ
แม้จะเสียดายที่ไม่ได้ขึ้นไปชมวิวด้านบน แต่เพียงแค่ได้เห็นรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเขา Omuro จากด้านล่าง ก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงพลังของธรรมชาติในอดีตแล้วครับ ไม่รอช้า รีบมุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไปนั่นคือ ชายฝั่งโจงาซากิ (Jogasaki Coast) เพื่อไปดูผลผลิตของลาวาจากภูเขาแห่งนี้ที่ไหลไปถึงทะเลกันครับ!


Mt.Omuro ที่เราได้แต่มองจากข้างล่าง
ชายฝั่ง Jogasaki (城ヶ崎海岸)
เมื่อลิฟต์ปิด เราจึงมุ่งหน้ามาที่ชายฝั่ง Jogasaki ซึ่งจริงๆ แล้วสองสถานที่นี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างน่าทึ่งครับ!
- ภูมิประเทศที่เกิดจากภูเขา Omuro: ชายฝั่งหินสีดำอันดุดันที่เราเห็นอยู่นี้ คือผลผลิตจากการปะทุของภูเขา Omuro เมื่อ 4,000 ปีก่อนนั่นเองครับ ในตอนนั้นลาวามหาศาลได้ไหลลงจากภูเขามาจนถึงทะเลแปซิฟิก เมื่อลาวาร้อนจัดเจอกับน้ำทะเลเย็นเฉียบ จึงเกิดการหดตัวและแข็งตัว กลายเป็นชั้นหินลาวาหนาเตอะที่ทนทานต่อการกัดเซาะ
- ความงามของ “หินเสาเหลี่ยม”: หากสังเกตดีๆ ตามหน้าผาจะเห็นรอยแตกของหินที่เป็นแท่งๆ คล้ายเสาเหลี่ยม (Columnar Jointing) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของหินภูเขาไฟที่เย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว
- แนวชายฝั่งแบบฟันปลา: แรงคลื่นจากมหาสมุทรที่ซัดกระแทกมานับพันปี ได้กัดเซาะส่วนที่อ่อนกว่าจนกลายเป็นอ่าวเล็กๆ และหน้าผาชันที่ยื่นเข้าไปในทะเล (Rias Coast) ทำให้เส้นทางเดินเลียบหน้าผาที่นี่มีความสวยงามและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
- สะพานแขวน Kadowaki (門脇吊橋): เป็นจุดวัดใจที่ตั้งอยู่ระหว่างหน้าผาสองฝั่งที่เคยเป็นทางไหลของลาวา มีความยาว 48 เมตร และสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 23 เมตร ใกล้ๆ กันยังมีประภาคารคาโดวากิที่เปิดให้ขึ้นไปชมวิวแบบ 360 องศาได้อีกด้วย
เดินชมชายฝั่งและสะพานแขวนกันจนบ่ายสามกว่า ๆ ก็ได้เวลาเข้าที่พักของเราในวันนี้กันแล้ว


พักผ่อนที่ Shuzenji: โรงแรม Katsuragawa
จากชายฝั่ง Jogasaki เราขับรถย้อนกลับเข้ามาที่เมืองน้ำพุร้อนเก่าแก่ Shuzenji ที่อยู่ตรงกลางสาบสมุทร Izu เพื่อ Check-in ที่โรงแรม Katsuragawa เราได้ห้องสไตล์ กึ่งญี่ปุ่น (Modern Japanese) คือมีเตียงนอนหนานุ่มตั้งอยู่บนพื้นเสื่อทาทามิ ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบดั้งเดิมแต่ก็สะดวกสบายแบบสมัยใหม่
เราลงมาทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารของโรงแรม เป็นบุฟเฟต์ที่มีทั้งอาหารญี่ปุ่นท้องถิ่นและขนมหวานให้เลือกทานจนอิ่ม ปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยการแยกย้ายกันไปแช่ ออนเซ็น (Onsen) ของโรงแรมเพื่อคลายกล้ามเนื้อจากการขับรถและท่องเทียวกันมาทั้งวัน ก่อนจะซุกตัวลงในผ้าห่มอุ่นๆ หลับสบายพร้อมลุยต่อในวันพรุ่งนี้ครับ
[embed]
Good Night เจอกัน Ep หน้าครับ
메타데이터
- post_id
- f73da90fd816
- slug
- izu-winter-2025-ep4-f73da90fd816
- url
- https://medium.com/@iamshiokaze/izu-winter-2025-ep4-f73da90fd816
- canonical_url
- https://medium.com/@iamshiokaze/izu-winter-2025-ep4-f73da90fd816
- author_url
- https://medium.com/@iamshiokaze
- status
- ok
- fetched_at
- 2026-07-13 11:44:12