← Back to list

03 Place-Based Learning | การเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐาน…

บ่อยครั้งการนั่งเรียนในห้องก็ทำให้เรารู้สึกเบื่อจนหาวออกมาหวอดใหญ่ และสำหรับบางคน…

Sagademy · 2024-05-20 13:29 · 0 claps · 0.7 min read
#education #learning #place-based-learning
Open on Medium ↗
Wiki topics: EDU · Education & Learning

03 Place-Based Learning | การเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐาน การเรียนก่อความหมายเมื่อออกไปเปิดหูเปิดตานอกห้อง

บ่อยครั้งการนั่งเรียนในห้องก็ทำให้เรารู้สึกเบื่อจนหาวออกมาหวอดใหญ่ และสำหรับบางคน การเรียนก็อาจเป็นขั้วตรงข้ามของการเล่นที่ทั้งสนุกและน่าสนใจ แต่รู้หรือไม่ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกเบื่อนั้น เป็นเพราะสิ่งที่เรียนเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป ไม่ว่าจะนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเกี่ยวข้องกับเราตรงไหน เรียนแล้วจะนำไปใช้ยังไง ดังนั้นการเรียนที่จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกและกระตือรือร้นสนใจจะเรียนจึงเป็นการเรียนที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนและอยากมีส่วนร่วมในการเรียนรู้

การเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐาน หรือ Place-based Learning คือ แนวทางการเรียนการสอนที่มุ่งสร้างความหมาย สำนึก และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของถิ่นที่และสังคมด้วยการพาผู้เรียนออกไปสำรวจสิ่งแวดล้อมและสถานที่นอกห้องเรียน การเรียนรูปแบบนี้เป็นสหวิทยาการ หรือก็คือผู้เรียนต้องใช้ความรู้จากหลายสาขาวิชาในการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยการเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐานไม่มีวิธีการที่ตายตัว สามารถนำแนวทางการเรียนการสอนรูปแบบอื่นมาประยุกต์ใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเรียนได้ตามความเหมาะสม เช่น การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้นอกห้องเรียน พหุวัฒนธรรมศึกษา การศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน การศึกษาเชิงวิพากษ์ เป็นต้น

ศาสตราจารย์ Gregory Smith จากวิทยาลัย Lewis & Clark เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ศึกษาและสนับสนุนการเรียนรู้ซึ่งสัมพันธ์กับชุมชนและท้องถิ่นกล่าวว่า แท้จริงแล้วการศึกษาโดยใช้สถานที่และชุมชนเป็นฐานไม่ใช่แนวทางที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เดิมทีการหลอมรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น ความชำนาญ และปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนเข้ากับการเรียนเป็นวิถีการเรียนรู้ของเด็กอเมริกาและเด็กยุโรปที่เติบโตมาในช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 อยู่แล้ว ในยุคนั้นเด็กต่างเรียนรู้ทักษะและงานฝีมือจากพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว หรือครูที่ตนที่ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ซึ่งการถ่ายทอดทักษะความรู้วิธีนี้ทำให้คนในชุมชนยังคงสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น

ทว่าการส่งต่อความรู้ในแบบดังกล่าวก็เป็นอันต้องหายไปเมื่อมีการกำหนดกฎหมายการศึกษาภาคบังคับขึ้นมา ทำให้ผู้ปกครองต้องส่งลูกเข้าโรงเรียนตามกฎหมาย และเด็กก็ต้องศึกษาเล่าเรียนในระบบจนกว่าจะครบจำนวนปี ซึ่ง John Dewey นักปรัชญาและนักการศึกษาคนสำคัญของอเมริกาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาของการมีระบบโรงเรียนในปี ค.ศ. 1890 คือ สิ่งที่สอนกันในห้องเรียนนั้นเป็นเอกเทศและตัดขาดจากชีวิตนอกโรงเรียนของเด็กโดยสิ้นเชิง แม้การศึกษาภาคบังคับจะทำให้การเรียนมีรูปแบบเป็นทางการมากขึ้นและช่วยให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงจากการบังคับใช้กฎหมาย แต่ก็แลกมาด้วยการละทิ้งภูมิปัญญาหรือความรู้ความสามารถซึ่งเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาในชุมชน

การเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐานอาจฟังดูเหมือนจะใช้ได้แค่กับการเรียนในโรงเรียนชนบทที่มีพื้นที่กว้างขวางและอยู่ใกล้ชุมชนซึ่งมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน แต่ความจริงแล้วการเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐานเกิดขึ้นได้ ‘ทุกที่ ทุกเวลา’ (anytime, anywhere) ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ใจกลางเมืองหลวงหรือต่างจังหวัดก็สามารถนำการเรียนรู้รูปแบบนี้มาปรับใช้ได้ทั้งสิ้น เช่น ในชนบทอาจเรียนรู้จากท้องนา ป่าเขา แม่น้ำ หรือทะเลตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ในบริเวณนั้นๆ ส่วนในเมืองที่ไม่มีพื้นที่ทางธรรมชาติก็สามารถเรียนรู้จากถนน พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ หรือแม้แต่ตัวโรงเรียนที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเองก็ได้เช่นกัน กล่าวได้ว่าการเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐานเกิดขึ้นได้ทุกที่ที่มีการตั้งคำถาม เมื่อตั้งคำถามกับสถานที่ก็จะช่วยให้การเรียนการสอนมีความเฉพาะตัวและเชื่อมโยงกับท้องถิ่นที่อยู่มากขึ้น

โรงเรียนมัธยมต้น Hood River Middle School รัฐออริกอน ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นโรงเรียนหนึ่งที่นำแนวทางการเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐานมาใช้ ที่โรงเรียนแห่งนี้คุณครูประจำชั้นและครูประจำวิชาได้การจัดการเรียนการสอนที่พาเด็กๆ ก้าวออกไปนอกห้องเรียนและสำรวจเมืองที่พวกเขาอยู่อาศัย ดังนี้

  • ในวาระครบรอบ 150 ปีของเขตพื้นที่การศึกษา Hood River คุณครูและนักเรียนได้เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติความเป็นมาของเมือง โดยนักเรียนหาข้อมูลจากการสืบค้นประวัติของอาคารเก่าแก่ในเมืองและออกไปสัมภาษณ์ผู้คน รวมทั้งเดินหาตัวอาคารตามภาพถ่ายในอดีตของเมืองและเปรียบเทียบว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในปัจจุบัน จากนั้นนักเรียนก็กลับมาลงมือจัดนิทรรศการด้วยการวาดเส้นเล่าเรื่องเป็นไทม์ไลน์รอบห้องเรียน รวมทั้งเล่าเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลกควบคู่กันไปด้วย

  • เมือง Hood River อยู่ติดช่องเขาขนาดใหญ่ที่แม่น้ำโคลัมเบียไหลผ่าน การอยู่ใกล้ภูมิประเทศที่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้ทำให้วิชาวิทยาศาสตร์มีหัวข้อให้อภิปรายได้สารพัด เช่น การเกิดภูเขาไฟ การไหลของลาวา การเกิดแผ่นดินไหว รวยู่มทั้งชั้นดินชั้นหินต่างๆ โดยครูกำหนดหัวข้อแล้วให้นักเรียนจับกลุ่มทำการศึกษาค้นคว้าและออกไปสำรวจลักษณะทางธรณีวิทยาในสถานที่จริง เมื่อทำการสำรวจและวิเคราะห์แล้วนักเรียนก็ทำแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาเป็นการแสดงว่าพวกเขาเข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนรู้

  • ในวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ นิเวศวิทยาไฟหรือการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการเกิดไฟป่าถูกนำมามาตั้งเป็นหัวข้อในการเรียน เนื่องจากในพื้นที่มีรายงานการเกิดไฟป่าบ่อยครั้ง และความเสียหายถูกวัดเป็นหน่วยเอเคอร์ ดังนั้นครูประจำวิชาคณิตศาสตร์จึงนำโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในท้องถิ่นมาให้ศึกษา โดยมีจุดประสงค์ให้นักเรียนรู้จักการคำนวณพื้นที่เป็นหน่วยเอเคอร์ แม้จะเป็นวิชาว่าด้วยตัวเลข แต่เด็กๆ ก็ไม่ได้นั่งประจำโต๊ะในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะครูพาพวกเขาออกมาที่สนามหญ้าและออกเดินนับก้าวเพื่อใช้ในการแก้โจทย์ปัญหา

จะเห็นได้ว่าการนำแนวทางการเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐานไปใช้นั้นน่าสนใจมากทีเดียว การเรียนรู้รูปแบบนี้มีข้อดีคือทำให้นักเรียนมีความอยากรู้อยากเห็น กลายมาเป็นผู้ออกความคิดและวิธีแก้ปัญหาในการเรียน เมื่อมีส่วนร่วมในการเรียนจึงเข้าใจเรื่องที่เรียนมากขึ้น ซึ่งทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นตามไป นอกจากนี้การเรียนรู้จากสถานที่ในท้องถิ่นยังช่วยสร้างความรู้สึกผูกพันและภาคภูมิใจในชุมชนที่อยู่อาศัยและเติบโตมา ทำให้พวกเขามีจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม และรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของสังคม

การเข้าใจสถานที่เริ่มต้นจากการเข้าตัวเองและบทบาทของตนเองในสังคม เมื่อรับรู้ว่าตนมีความหมายและเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับชุมชนได้ การเข้าใจสถานที่อื่นๆ ในโลกหรือชุมชนที่ใหญ่ขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐานถือเป็นแนวทางการศึกษาที่จำเป็นต่อการรับมือกับปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะทวีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นในทศวรรษอันใกล้นี้

เขียนโดย ยืนงงในพงหญ้า

สืบค้น https://www.educationcorner.com/place-based-education-guide.html https://teaching.unl.edu/resources/introduction-place-based-learning/#:~:text=Place%2Dbased%20learning%20is%20an,learning%20through%20exploring%20their%20environment. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/download/43395/35849/100595 https://www.castschool.org/post/place-based-education-principles-benefits-and-examples https://www.gettingsmart.com/wp-content/uploads/2017/02/What-is-Place-Based-Education-and-Why-Does-it-Matter-3.pdf https://www.gettingsmart.com/2016/11/03/past-present-and-future-of-place-based-learning/ https://www.edutopia.org/video/place-based-learning-connecting-kids-their-community https://www.youtube.com/watch?v=Q3ij_dFpZgw


메타데이터
post_id
913f6121b6cf
slug
03-place-based-learning-การเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐาน-913f6121b6cf
url
https://medium.com/@sagademy/03-place-based-learning-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99-913f6121b6cf
canonical_url
https://medium.com/@sagademy/03-place-based-learning-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99-913f6121b6cf
author_url
https://medium.com/@sagademy
status
ok
fetched_at
2026-08-04 23:19:17